วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เทคโนโลยี ซีพียู และเมนบอร์ด

1.CPU Intel Core i 7


          i 7 เป็น CPU ที่เป็นระดับสูงของทาง intel สามารถใช้งานได้ด้านประมวลผลสูงๆ ได้ดีไม่ว่าจะเป็นกราฟฟิก การตัดต่อวีดีโอ ตัดต่อรูปภาพ หรือเล่นเกมหลักๆ ต้องเป็นตัวนี้เลย คุณสมบัติคือเป็น CPU ที่มีขนาด 4 Core 8 Threads สามารถที่จะประมวลผลได้เร็วมาก รองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ความเร็วตามท้องตลาดที่จำหน่ายจะอยู่ที่ 3.4 – 3.9 GHz และมี Socket 1115 และ Socket 2011 ราคาจะอยู่ที่ 9,000 – 35,000 เลยทีเดียวต้องบอกว่าสำหรับผู้ที่มีงบประมาณเยอะและผู้ทำงานด้านคอมพิวเตอร์เป็นหลักถึงจะคุ้มค่า แต่ก็มีหลายฟังก์ชันที่ไม่ครอบคลุม จึงทำให้รีดพลังจริงๆ ของ CPU ตัวออกมาได้ไม่หมด

2.CPU Intel Core i 5


           i 5 เป็น CPU ระดับกลาง ความสามารถนั้นรองรับการประมวลผมได้สูงเช่นกันแต่ไม่มากเหมาะสำหรับผู้ใช้งานได้กราฟฟิก และมัลติมีเดียได้เช่นกัน แต่ใช้ไปอาจจะไม่เร็วเท่า I 7 อาจจะมีอืดไปนิดๆ แต่ถือได้ว่ามีความคุ้มกว่าในปัจจุบันแล้วเกมสามารถเล่นได้ทุกประเภท และมีความนิยมมากเพราะว่าราคาไม่แพงเวอร์ สามารถซื้อได้คุ้มๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเรื่องประสิทธิภาพและความเร็ว ความเร็วตามท้องตลาดที่จำหน่ายจะอยู่ที่ 3.0 – 3.4 GHz และมี Socket 1115 มีขนาด 4 Core 4 Threads ราคาจะอยู่ที่ 5,000 – 7,000 ไม่แพงมาก สำหรับคนที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในระดับดี

3.CPU Intel Core i 3

 
                          

         i 3 เป็น CPU ระดับล่าง ความสามารรถนั้นก็เล่นเน็ตพิมพ์งานหรือว่าทำงานออฟฟิตทั่วไปได้อย่างสบายเลยทีดี ไม่ว่าดูหนังหรือว่าเล่นเกมบางอย่างได้ดีในราคาที่ไม่สูง ส่วนใหญ่จะมีจำหน่ายมากที่สุดเพราะว่าสามรถทำงานได้อย่างดีกับผู้ใช้งานทั่วๆไปไม่ต้องใช้งานหนักมาก ถ้าเป็นคนทีทำงานทั่วไปพนังงานราชการก็เหมาะ หรือว่านักเรียนนักศึกษานิยมใช้กัน ความเร็วตามท้องตลาดที่จำหน่ายจะอยู่ที่ 3.1 – 3.3 GHz และมี Socket 1115 มีขนาด 2 Core 4 Threads เท่านั้น ราคาจะอยู่ที่ 3,000 – 4,000 ไม่แพง


4.AMD FX (938+)

  
                                

    เรามาดูรุ่น AMD FX (938+) สำหรับรุ่นนี้มีแบ่งเป็น 3 รุ่นและราคาที่แตกต่างกันเช่นกัน เอาเป็นว่าผมรวมให้เลยก็แล้วกันตัวนี้จะมีราคาตั้งแต่ถูกไปยังราคาสูง
AMD FX-4xxxx ราคาจะอยู่ที่ 3 พันกว่าๆ สามารถทำงานได้ออฟฟิตทั่วไปได้ดีทำงานได้ดีกับพิมพ์งาน เล่นเน็ต แต่สามารถเล่นเกมได้เช่นกัน ต้องบอกว่าประสิทธิในด้านกราฟฟิกเองก็มีความเร็วได้ดี
AMD FX-6xxx ราคาจะอยู่ที่ 4 พันกว่าถือได้ว่าเป็น CPU ที่มีประสิทธิภาพมากเลยทีเดียวจากการทดสอบจากค่ายต่างๆ ในด้านของคุ้มค่าแล้ว สามารถทำงานได้ดีทุกรูปแบบ
AMD FX-8xxx มีขนาดถึง 8 Core เลยทีเดียวแต่ว่าราคาก็จะอยู่ที่ 6 พันขึ้นไป แต่ว่าในเรื่องที่ระบบแล้วอาจจะทำให้เจ้าตัวนี้ไม่คุ้มราคาเท่าไหร่เนื่องจากว่าฟังก์ชั่นการรองรับต่างๆ แล้วไม่ราคาที่จะรีดพลังออกมาได้ จึงกลายเป็นคนที่สัมผัสความเร็วเจ้าตัวนี้ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
         มาดู AMD FM1 APU (905) อาจจะเรียกว่า APU ก็ได้แต่ก็เป็นหน่วยประมวลผลกลางนั่นล่ะครับ แต่ว่า APU เพราะว่ามีความพิเศษกว่า CPU ทั่วไปเนื่องจากได้เพิ่มการทำงานของการประมวลด้านกราฟฟิก สรุปคือเราไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อการ์ดจอเพิ่มก็สามารถที่จะเล่นเกม 3 มิติได้ดี สามารถที่จะประหยัดงบประมาณตรงนี้ไปได้ เหมาะสมกับคอเกมทั้งหมายที่มีงบประมาณที่จำกัด และร้านเกมจะประหยัดงบประมาณไปได้มาก แค่ไม่เท่าไหร่ก็ซื้อคอมพ์มาเล่นเกมได้แล้ว จะมีความเร็วอยู่ที่ 2500 - 3000 MHz ราคาอยู่ที่ 1600 – 4000


5.   GIGABYTE Z77X-UD3H เมนบอร์ด Z77 กับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด Ultra Durable4


                                      
             ด้วยกระแสของซีพียูสุดร้อนแรงในตระกูล Ivy Bridge จากอินเทลที่มาพร้อมกับกระบวนการผลิตในแบบ 22 nm ทำให้เมนบอร์ดรุ่นใหม่ที่ใช้ชิปเซ็ต Z77 กลายเป็นอีกหนึ่งซีรี่ย์ที่ได้รับความนิยมขึ้นมาแทนที่ Z68 มากขึ้นเรื่อยๆ และ GIGABYTE ยักษ์ใหญ่แห่งวงการก็คงไม่พลาดที่ดันเมนบอร์ดในซีรี่ย์นี้ออกมาชนกับค่ายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
            GIGABYTE Z77X-UD3H เมนบอร์ดในระดับปานกลางที่ใช้ชิปเซ็ต Z77 ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ของทางกิ๊กกาไบรท์อย่างครบถ้วน ซึ่งจะต่างจากในรุ่น D3H ที่จะตัดบางฟังก์ชั่นออกไป ซึ่งคงต้องดูให้ดีเพราะอาจจะซื้อผิดได้เพราะชื่อรุ่นนี้ตัดตัวอักษรออกไปแค่ตัวเดียวแถมหน้าตาของเมนบอร์ดยังเหมือนเคาะออกมาจากแท่นพิมพ์เดียวกันเลยทีเดียวจะต่างกันก็นิดหน่อยเท่านั้น
สำหรับการรองรับซีพียูก็ครอบคลุมหลายสิบรุ่นไล่มาตั้งแต่ Sandy Bridge ในรุ่นก่อนที่เป็น 1155 จนมาถึง Ivy Bridge ที่เป็ยซีพียูในแบบ 22 nm แต่ก็ใช้ซ็อกเก็ตเดียวกันทำให้สามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปํยหา ทางด้านแรม DDR3 รองรับได้สูงสุดถึง 2666MHz ในโหมดโอเวอร์คล็อกกันเลยทีเดียว ซึ่งถึงว่าสูงมากที่สุดในขณะนี้ก็ว่าได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีแรมรุ่นไหนในตลาดที่จะมีความเร็วมาตราฐานความเร็วนี้ออกมาก็ตาม สามารถใส่ได้สูงสุดที่ 32GB หรือแถวละ 8GB นั่นเอง
พอร์ตสตอเรจให้มาที่ 6 พอร์ต โดยแบ่งออกเป็น SATA 3Gb/s ทั้งหมด 4 พอร์ต และ SATA 6Gb/s อีก 2 พอร์ต รองรับ RAID 0, 1, 5 และ 10 แถมยังมี mSATA ที่อยุ่กึ่งกลางบอร์ดมาให้อีกหนึ่ง ซึ่งก็มีไว้เพื่อใช้งานกับ SSD ที่เป็นอินเทอร์เฟสนี้โดยเฉพาะเพื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดดิสก์ในเทคโนโลยี Intel Smart Response แต่ในไทยก็อาจจะหาไดรฟ์ประเภทนี้ได้ยากซักหน่อย นอกจากนี้แล้วด้านหลังก็ยังให้ eSATA 6Gb/s มาอีก 2 พอร์ต มีความเร็วไม่ได้ต่างจากการต่อผ่านด้านหน้าแต่อย่างใดทำให้รวมกันแล้วก็มีอยู่ 8 พอร์ตด้วยกันเลยทีเดียว PCIe 3.0 x16 จัดมาให้ที่ 3 สล็อตซึ่งจะวิ่งที่ x16, x8 และ x4 ตามลำดับ สามารถรองรับได้ครบทั้ง CrossFireX และ SLI ส่วน PCIe x1 มีให้มาถึง 3 สล็อต และ PCI ให้มาอีกหนึ่ง
               ตัวพีซีบีรุ่นนี้ทำออกมาแปลกตาจากบอร์ด GIGABYTE รุ่นอื่นๆ เพราะจะมาในโทนสีดำเป็นหลักเพียงสีเดียวเท่านั้นดูเรียบง่ายและไม่เล่นสีเหมือนรุ่นก่อนๆ จะมีก็แต่เพียงส่วนของฮีทซิงค์ทั้งสองจุดเท่านั้นที่จะใช้ฮีทซิงค์สีน้ำเงินซึ่งก็ตัดกับสีดำได้อย่างสวยงามดี ตรงกึ่งกลางบอร์ดจะมีสล็อต mSATA มาให้ด้วยสำหรับการใช้งานกับ SSD เพื่อใช้กับเทคโนโลยี Intel Smart Response หรือการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์กับตัว SSD ทำให้มีความเร็วในการใช้งานที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง Ultra Durable 4 ที่พัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงในรุ่นที่สี่แล้ว มีจุดเด่นตรงการเพิ่มชั้นทองแดงขนาด 2 เท่ามาไว้ในส่วนของชั้นเลเยอร์ของตัวแผ่นพีซีบีส่งผลให้การกระจายความร้อนทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของภาคจ่ายไฟซีพียูที่จะมีความร้อนสูง อีกทั้งยังช่วยลดการสูญเสียพลังงานได้มากถึง 50% เลยทีเดียว ส่งผลให้การโอเวอร์คล็อกทำได้ดีกว่าเดิม
              ในส่วนของตัวพีซีบีเองก็มีการเปลี่ยนวัสดุมาใช้เป็น Glass Fabric ที่จะมีช่องว่างระหว่างเส้นใยแคบลงกว่าเดิมส่งผลให้ความชื้นเข้าไปสะสมได้น้อยลงส่งผลให้ตัวบอร์ดได้รับความเสียหายได้ยากยิ่งขึ้นอีกด้วย สามารถป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรและความผิดพลาดของระบบที่เกิดจากสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงได้ดี ทางด้านตัวคาปาซิเตอร์ก็เปลี่ยนมาใช้เป็น โซลิด คาปาซิเตอร์ แท้ๆ จากญี่ปุ่นทั้งหมดที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึงกว่าห้าหมื่นชั่วโมง ส่วนตัว Lower RDS(on) MOSFETs ก็มีอุณหภูมิต่ำกว่ารุ่นทั่วๆ ไป
             ทางด้านหลังพอร์ตกราฟิกมากันครบทั้ง 4 รูปแบบไม่ว่าจะเป็น D-Sub, DVI, HDMI และ Display Port ที่สามารถรองรับความละเอียดได้สูงถึง 2560 x 1600 มี USB ซึ่งเป็นแบบ 2.0/3.0 คือใช้ได้ทั้งสองแบบไม่ต้องแยกกันเหมือนบอร์ดตัวอื่นอยู่ 6 พอร์ต มี eSATA 6Gb/s ให้มาอีก 2 พอร์ต ส่วนระบบเสียงใช้ชิปเสียงอย่าง VIA VT2021 ที่รองรับเสียงได้ถึง 7.1 แชนแนลและมีพอร์ตทั้งที่เป็นอนาล็อกและดิจิตอล
ผลการทดสอบ
หน้าจอในการปรับแต่งไบออสวิวัฒนาการมาเป็น 3D Bios ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของค่ายกิ๊กกาไบร์ตที่ไม่เพียงแต่จะใช้เมาส์และเป็นรูปแบบการปรับแต่งจากตัวหนังสือเป็นไอคอนต่างๆ แล้ว ยังล้ำสมัยมาด้วยการโชว์ภาพให้เห็นเมนบอร์ดทั้งตัวกันเลยทีเดียว และสามารถชี้ไปตามจุดต่างๆ เพื่อเลือกเข้าไปปรับในส่วนนั้นๆ ได้เลย นับว่าเป็นเจ้าแรกก็ว่าได้ที่ทำมาในรูปแบบนี้ แปลกใหม่และดูน่าสนใจดีไม่น้อยสำหรับผู้ที่เบื่อความซ้ำซากจำเจจากรุ่นอื่นๆ การปรับไฟเลี้ยงก็สามารถปรับได้ทาง 3D Bios หรือจะปรับแบบละเอียดก็ทำได้เช่นกัน โดยตัว Vcore ก็ปรับได้สูงสุดที่ +0.640mV QPI ได้ที่ 1.700V สำหรับการโอเวอร์คล็อกก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้บอร์ดชิปเซ็ต Z68 สามารถลากพาตัว Core i5-2500K จาก 3.3GHz ไปที่ 4.8GHz ได้ไม่ต่างกัน
                                      
       สรุป
                เมนบอร์ด Z77 ที่รองรับซีพียูได้ถึง Ivy Bridge พร้อมกับสล็อต mSATA กึ่งกลางบอร์ดสำหรับการใช้งานกับตัว SSD ที่ใช้อินเทอร์เฟสแบบนี้ เพื่อใช้งานในโหมด Intel Smart Response สามารถใช้งานได้ทั้ง SLI และ CrossFireX มีพอร์ตกราฟิกครบทั้ง 4 รูปแบบ
จุดเด่น : เมนบอร์ด Z77 รองรับซีพียู Ivy Bridge 22nm พร้อมกับเทคโนโลยี Virtu MVP
ข้อสังเกต : มี mSATA อยู่ออนบอร์ด
Quick Score 85% Excellent
Contact : GIGABYTE TECHNOLOGY ( Thailand )
URL : http://th.giga-byte.com
Price : Call

6. GIGABYTE Z77X-UP7 ที่สุดของ Z77 เพื่อการโอเวอร์คล็อกพร้อม WiFi ในตัว

                             

             ในที่สุดก็มาถึงคิวของที่สุดเมนบอร์ดในระดับสูงสุดของซีรี่ย์ Z77 ที่ไปคว้ารางวัลต่างๆ มามากมายทั่วโลก หนึ่งในนั้นก็รวมไปถึงการทำสถิติเมนบอร์ด Z77 ที่สามารถโอเวอร์คล็อกได้สูงที่สุดเป็นสถิติโลกถึง 7.102GHz อีกด้วย ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าความสามารถในการโอเวอร์คล็อกของบอร์ดตัวนี้เข้าขั้นเทพอย่างแน่นอน
             GIGABYTE Z77X-UP7 เมนบอร์ดในซีรี่ย์ Z77 รุ่นสูงสุดที่จัดเต็มมาให้ครบทุกฟีเจอร์เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบความเป็นที่สุดในทุกๆ ด้านและไม่เกี่ยงเรื่องราคาที่ค่อนข้างจะสูงเช่นกัน มาพร้อมกับภาคจ่ายไฟที่มากถึง 32+3+2 เฟส น่าจะมากที่สุดในขณะนี้แล้วก็ว่าได้ ดังนั้นจึงมั่นใจในเรื่องเสถียรภาพในการใช้งานรวมไปถึงความสามารถในการโอเวอร์คล็อกได้อย่างแน่นอน เพราะมีตำแหน่งการันตีความสามารถในการเพิ่มความเร็วได้สูงถึง 7GHz เป็นเครื่องยืนยันถึงแม้ว่าอาจจะใช้อุปกรณ์ระบายความร้อนแบบทั่วๆ ไปคงไม่มีทางทำได้ถึงขนาดนั้นก็ตาม แต่เพียงแค่ระดับ 5GHz ขึ้นไปก็คิดว่าคงไม่น่าจะมีปัญหา เพียงแค่นี้ก็คุ้มค่าที่จะลงทุนกับบอร์ดตัวนี้แล้ว
           ทางด้านซีพียูที่รองรับนับถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไปกว่า 100 รุ่นเข้าไปแล้วเพราะครอบคลุมซ็อกเก็ต 1155 ตั้งแต่ Sandy Bridge ไปจนถึง Ivy Bridge ที่เป็น 22 nm ตั้งแต่รุ่นเล็กสุดอย่าง Celeron ไปจนถึง Xeon มีซ็อกเก็ตแรม DDR3 อยู่ 4 DIMM รองรับความเร็วได้ตั้งแต่ 1066MHz ไปจนสูงสุดถึง 2800GHz หรือสูงกว่านี้ขึ้นไปอีกถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีแรมความเร็วระดับนี้วางขายก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นว่าบอร์ดตัวนี้สามารถรองรับไปได้อีกยาวนาน
             พอร์ตสตอเรจจัดมาให้ถึง 10 พอร์ต ด้วยชิปเซ็ตสองตัวด้วยกัน โดยแบ่งออกเป็น SATA 3Gb/s ทั้งหมด 4 พอร์ต และ SATA 6Gb/s อีก 6 พอร์ต รองรับ RAID 0, 1, 5 และ 10 แถมยังมี mSATA ที่มักจะเอาไว้ใช้กับตัว SSD อยู่ด้านหลังพอร์ต SATA มาให้ด้วย เพื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดดิสก์ในเทคโนโลยี Intel Smart Response PCIe 3.0 x16 จัดมาให้ถึง 5 สล็อตซึ่งจะวิ่งที่ x16 อยู่ 3 สล็อตและ x8 อีก 2 สล็อต สามารถรองรับได้ครบทั้ง 4-Way, 3-Way และ 2-Way CrossFireX และ nVidia SLI ส่วน PCIe x1 มีให้มาอีก 2 สล็อต โดยตัดเอา PCI ออกไปดังนั้นผู้ที่มีการ์ดรุ่นนี้อยู่ก็คงต้องเลิกใช้
ตัวพีซีบีมาในโทนสีดำและส้มเพียงสองสีเท่านั้นเป็นหลักซึ่งจะตัดสลับกันไปมาอย่างลงตัว ตัวฮีทซิ้งค์ระบายความร้อนในแต่ละส่วนก็ออกแบบมาได้อย่างสวยงามซึ่งมีอยู่ถึง 4 ตัวด้วยกันซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยฮีทไปป์ทำให้การส่งผ่านความร้อนเป็นไปได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นและยังช่วยลดความร้อนลงไปได้ไม่น้อยเสริมด้วยเทคโนโลยี Ultra Durable 5 ที่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเมนบอร์ดกิ๊กกาไบรต์ในทุกๆ รุ่น ซึ่งมีจุดเด่นตรงการเพิ่มชั้นทองแดงขนาด 2 เท่ามาไว้ในส่วนของชั้นเลเยอร์ของตัวแผ่นพีซีบีส่งผลให้การกระจายความร้อนทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของภาคจ่ายไฟซีพียูที่จะมีความร้อนสูง อีกทั้งยังช่วยลดการสูญเสียพลังงานได้มากถึง 50% ส่งผลให้การโอเวอร์คล็อกทำได้ดีกว่าเดิม โดยมีภาคจ่ายไฟสูงถึง 37 เฟส โดยแบ่งเป็นซีพียู 32 เฟสกันเลยทีเดียวน่าจะมากสุดในขณะนี้ก็ว่าได้
ทางด้านมุมบอร์ดตรงส่วนของซ็อกเก็ตแรมก็จะเห็นปุ่มที่มีมาให้หลายปุ่มด้วยกัน ทั้งปุ่มพาวเวอร์และเคลียร์ซีมอสแต่ที่เพิ่มเข้ามาอีกห้าปุ่มก็คือปุ่มสำหรับการโอเวอร์คล็อก ทั้งการเพิ่มความเร็วบัสและการเพิ่มตัวคูณเรโช ซึ่งสามารถปรับเพิ่มลดได้ครั้งละ 1MHz ซึ่งนับว่าละเอียดไม่ต่างจากการปรับในหน้าไบออส ทำให้ไม่จำเป็นต้องเข้าหน้าไบออสก็สามารถเพิ่มความเร็วได้ทันทีเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอมการโอเวอร์คล็อกน่าจะถูกใจเป็นพิเศษ
         ด้านหลังมีพอร์ตกราฟิกครบทั้ง D-Sub, DVI, HDMI และ Display Port มีแลนในแบบ Dual Gigabit LAN ถ้ายังไม่พอก็ยังมีการ์ดแลนในแบบ Dual WiFi พ่วงด้วย Bluetooth 4.0 มาให้ด้วยอีก ซึ่งสามารถเสียบเสาได้สองตัวพร้อมกันเพื่อเพิ่มความแรงในการรับส่งสัญญาณแต่ก็ต้องเสียบผ่านสล็อต PCIe x1 ถึงจะใช้งานได้
                               
ผลการทดสอบ
หน้าจอไบออสก็ยังคงใช้ควบคู่กันระหว่าง 3D BIOS และแบบดั้งเดิมที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชำนาญการปรับแต่งแล้วแต่ที่เหมือนกันก็คือสามารถใช้เมาส์ได้ทั้งสองโหมด แต่ถ้าเป็น 3D ก็จะดูง่ายกว่าเพราะเลือกจิ้มในส่วนที่เราจะปรับแต่งได้ทันทีจะโอเวอร์คล็อกก็ชี้ไปที่ซ็อกเก็ตซีพียูแล้วก็เข้าไปเพิ่มความตัวคูณเรโช เพิ่มความเร็วบัส ปรับความเร็วแรม ได้อย่างง่ายดายไม่ยุ่งยาก สามารถปรับเพิ่มแรงดันไฟจากจุดนี้ได้เช่นกัน ตัว Vcore ได้สูงสุดที่ 1.850V และแรมได้สูงสุด 2.100V หรือถ้าจะปรับแบบละเอียดก็ชี้ไปตรงส่วนของ 3D Power ที่จะพาเข้าไปส่วนของการปรับแต่งส่วนต่างๆ ได้ละเอียดไม่แพ้โหมด Advanced การโอเวอร์คล็อกก็ทำได้อย่างง่ายดายตามสไตล์กิ๊กกาไบรต์ที่ขึ้นชื่อด้านนี้อยู่แล้ว สามารถลากพาตัว Core i5-3570K จาก 3.4GHz ไปที่ 4.8GHz ได้อย่างสบาย
สรุป
เมนบอร์ดชิปเซ็ต X79 จากกิ๊กกาไบรต์ที่ถูกจัดให้เป็นรุ่นใหญ่สุดของซีรี่ย์ มีพอร์ตกราฟิกครบทุกรูปแบบ แลนมีทั้ง Dual Gigabit LAN และ Dual WiFi พร้อมเสาสองตัวที่ต่อผ่าน PCIe x1 รวมไปถึง Bluetooth 4.0 เรียกว่าครบถ้วนทีเดียวด้านเน็ตเวิร์ค ที่สำคัญรองรับ 4-Way ทั้ง SLI และ CrossFire คอเกมเมอร์น่าจะถูกใจไม่น้อย
จุดเด่น : เมนบอร์ด Z77 ที่รองรับ 4-Way CrossFireX และ nVidia SLI มีการ์ด WiFi พร้อม Bluetooth 4.0 มาให้ด้วย
ข้อสังเกต : ไม่มี PCI
Quick Score 89% Excellent
Contact : GIGABYTE TECHNOLOGY ( Thailand )
URL : http://th.giga-byte.com
Price : Call

7.  GIGABYTE Z77X-UP5TH เมนบอร์ด Z77 ที่ครบถ้วนด้านเน็ตเวิร์คพร้อม Thunderbolt

                                     
              เป็นอีกหนึ่งรุ่นต่อมาจาก Z77X-UP4TH ที่เคยทดสอบไปก่อนหน้านี้ จัดเป็นเมนบอร์ด Z77 ที่เรียกว่าน่าจะครบเครื่องที่สุดในด้านเทคโนโลยีในขณะนี้ก็ว่าได้เพราะมีทั้ง Ultra Durable 5 และ Thunderbolt พอร์ตที่เชื่อมต่อด้วยความเร็วสูงกว่า USB 3.0 ถึงสองเท่า อีกทั้งก็ยังมีราคาที่ไม่แพงจนเกินไปนักสามารถหาซื้อได้อย่างสบายๆ
             GIGABYTE Z77X-UP5TH เมนบอร์ดชิปเซ็ต Z77 ที่ดูในภาพรวมแล้วก็อาจจะไม่แตกต่างจากในรุ่น Z77X-UP4TH มากนัก โดยที่เห็นได้แบบชัดเจนสุดก็คงจะเป็นปุ่มกดออนบอร์ดที่จะมีเฉพาะในรุ่นนี้ ตรงส่วนของฮีทซิ้งค์ระบายความร้อนจะมีฮีทไปป์ติดมาให้ด้วย เพิ่มพอร์ต SATA 6Gb/s และ eSATA 6Gb/s ให้มาอีกอย่างละพอร์ต เป็นเพียง 3-4 จุดหลักๆ ที่ต่อเติมเข้ามาจากในรุ่น UP4TH ให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าใครมีรุ่นนี้อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปเปลี่ยนแต่อย่างใด แต่ถ้าใครยังไม่มีรุ่นไหนเลย ก็แนะนำว่าให้จัดรุ่นนี้ไปได้เลยเพราะเรียกว่าจัดเต็มมาทุกจุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
โดยจุดเด่นหลักๆ ที่ถือเป็นเทคโนโลยีชูโรงก็คงได้แก่พอร์ตใหม่ถอดด้ามอย่าง Thunderbolt ที่น่าจะกลายเป็นมาตราฐานใหม่ต่อจาก USB 3.0 ในไม่ช้านี้ ด้วยความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่สูงถึง 10Mbps สองเท่าของ USB 3.0 เลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถต่อเป็นพอร์ตกราฟิกต่อกับจอภาพได้อีกต่างหาก นอกจากนี้ตัวพีซีบียังได้พัฒนาเทคนโนโลยี Ultra Durable มาถึงในรุ่นที่ 5 ที่มีความสามารถในการระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนต่างๆ ได้ดีกว่าในรุ่นทั่วๆ ไปอีกด้วย
              ซีพียูที่สามารถนำมาใช้งานกับเมนบอร์ดรุ่นนี้ได้ก็ได้ทุกรุ่นที่เป็นซ็อกเก็ต 1155 ไม่เพียงแต่รุ่นใหม่อย่าง Ivy Bridge เท่านั้นแต่ยังครอบคลุมไปถึง Sandy Bridge ที่ออกมาก่อนหน้านี้อีกด้วย ทำให้ผู้ที่มีซีพียูรุ่นเก่าก็สามารถนำมาใช้งานกับเมนบอร์ดตัวนี้ได้ทันทีไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อใหม่แต่อย่างใด ทางด้านแรม DDR3 รองรับได้สูงสุดถึง 2800MHz และ 3200MHz ในโหมดโอเวอร์คล็อกกันเลยทีเดียว ซึ่งถึงว่าสูงมากที่สุดในขณะนี้ก็ว่าได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีแรมรุ่นไหนในตลาดที่จะมีความเร็วมาตราฐานความเร็วนี้ออกมาก็ตามแต่อนาคตก็คงมีแน่นอน สามารถใส่ได้สูงสุดที่ 32GB หรือแถวละ 8GB นั่นเอง
พอร์ต SATA จะมีมาทั้งหมด 9 พอร์ตด้วยกัน โดยแบ่งเป็นที่ใช้ชิปเซ็ต Z77 ในการควบคุมอยู่ 7 พอร์ดด้วยกันคือ SATA 6Gb/s x2 สีขาว, SATA 3Gb/s x4 สีดำและพอร์ต mSATA ที่อยู่ตรงกึ่งกลางบอร์ดอีกหนึ่ง ส่วนตัวชิปเซ็ต Marvell 88SE9172 จะใช้ในการควบคุมตัว SATA 6Gb/s ที่แยกออกมาเดี่ยวๆ ตรงด้านข้างบอร์ดอีกหนึ่งพอร์ตและ eSATA 6Gb/s ที่อยู่ด้านหลังอีกหนึ่ง ก็นับว่าครบถ้วนดีทีเดียวมีมาให้ครบทุกประเภท ถึงแม้ว่าในบ้านเรา mSATA อาจจะไม่ค่อยได้ใช้ก็ตาม
สำหรับสล็อตเอ็กแพนชั่น ก็มี PCIe 3.0 ให้มาอยู่ 3 สล็อตด้วยกันซึ่งจะวิ่งที่ x16 x8 และ x4 รองรับได้ทั้งเทคโนโลยี AMD CrossFireX และ nVidia SLI ที่เหลืออีกสี่สล็อตจะเป็น PCIe x1 ที่มีให้ถึงสามสล็อตและ PCI ให้มาอีกหนึ่งสล็อต
            ตัวพีซีบีแทบจะเป็นรุ่นเดียวกันกับ Z77X-UP4TH ไม่ว่าจะเป็นโทนสีดำเป็นหลักและแจมด้วยสีเทาและขาวในบางจุด รวมไปถึงการจัดวางสล็อตหรือพอร์ตต่างๆ ก็ไม่ต่างกันเลย เพียงแต่ในรุ่นนี้จะเพิ่มในส่วนของฮีทไปป์ที่ลากมากจากส่วนของฮีทซิ้งค์ซีพียูมายังส่วนของชิปเซ็ต Z77 นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี Ultra Durable 5 ที่ใช้วัสดุในการจ่ายไฟที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอีกทั้งยังช่วยลดความร้อนของตัวบอร์ดให้ต่ำลงกว่าในรุ่นก่อนๆ อีกด้วย
พอร์ตด้านหลังมีการปรับเปลี่ยนจากในรุ่น 4TH อยู่เล็กน้อย โดยจะมีการตัดเอา PS/2 ออกที่ในปัจจุบันก็อาจจะไม่ค่อยจำเป็นนักเนื่องจากคีย์บอร์ดและเมาส์ต่างก็ใช้เป็น USB กันหมดแล้ว มีพอร์ตกราฟิกอย่าง D-Sub, DVI และ HDMI มาให้ครบ เสริมด้วย eSATA 6Gb/s ที่ไม่มีในรุ่น 4TH เข้ามา USB 3.0 มีมาให้ 4 พอร์ตและ USB 2.0 อีก 2 พอร์ต ส่วนสำคัญที่สุดก็คงเป็น Thunderbolt พอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถโอนถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วถึง 10Gb/s เลยทีเดียว
                                
                           
ผลการทดสอบ
       ไบออสแบบ 3D BIOS ของกิ๊กกาไบรท์น่าจะช่วยเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญก็สามารถเข้าใจได้ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น อย่างการปรับความเร็วหรือจะโอเวอร์คล็อกก็เพียงแค่กดตรงรูปซีพียูก็จะขึ้นมาให้ดูแล้วว่าตอนนี้ใช้ตัวคูณเรโชที่เท่าไร ความเร็วระดับไหน อุณหภูมิ มีบอกหมดครบถ้วน ถ้าอยากเพิ่มความเร็วก็เพียงแค่เลื่อนตัวเลขไปเท่านั้นเองนับว่าสะดวกและรวดเร็วกว่าในอดีตเยอะที่กว่าจะหาเจอก็ต้องเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับการปรับแต่งแล้วเท่านั้น
จะเปลี่ยนโปรไฟล์แรมก็เลือกผ่านโหมด 3D ได้เลยหรือจะเป็นการเลือกความเร็วแรมก็มีให้ปรับสูงสุดถึงระดับ 3200MHz เลยทีเดียว และถ้าต้องการปรับไฟเลี้ยงตามจุดต่างๆ ก็มีปุ่มให้เลื่อนปรับได้อย่างสะดวกเช่นกัน โดยในส่วนของ CPU Vcore จะปรับได้สูงสุดที่ 1.850V แรมได้สูงสุดที่ 2.100V ซึ่งก็เท่ากับในรุ่น UP4TH แต่ถ้าเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการปรับแต่งแล้วและอยากปรับให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นก็สามารถเข้าโหมด Advanced มาปรับอีกที ซึ่งจะมีรายละเอียดที่มากกว่าโหมด 3D อีกหลายจุดเหมือนกัน สำหรับการโอเวอร์คล็อกก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้บอร์ดชิปเซ็ต Z68 สามารถลากพาตัว Core i5-3570K จาก 3.4GHz ไปที่ 4.6GHz ได้อย่างสบาย

สรุป
          เมนบอร์ด Z77 ที่มาพร้อมกับการ์ดไวเลสแลนแบบติดเสาได้สองตัวส่งสัญญาณได้ถึง 300Mbps แถมยังพ่วงมาด้วย Bluetooth 4.0 เวอร์ชั่นล่าสุดอีกด้วย ทำให้สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมี Thunderbolt ให้มาอีก 2 พอร์ตสำหรับการเชื่อมต่อจอภาพและยังสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วถึง 10Gb/s
จุดเด่น : เมนบอร์ด Z77 พร้อมกับเทคโนโลยี Thunderbolt และ Ultra Durable 5
ข้อสังเกต : มี mSATA อยู่ตรงกลางบอร์ด
Quick Score 88% Excellent
Contact : GIGABYTE TECHNOLOGY ( Thailand )
URL : http://th.giga-byte.com
Price : Call

8. GIGABYTE Z77X-UP4TH เมนบอร์ด Z77 พร้อมพอร์ตสายฟ้า Thunderbolt

                                 
         ถึงแม้ว่าเมนบอร์ด Z77 ในตลาดขณะนี้จะมีออกมามากมายหลายสิบรุ่นแล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือเป็นชิปเซ็ตยอดนิยมที่ก็ยังมีรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด จะมีการปรับแต่ง เพิ่มเติมฟีเจอร์ต่างๆ ก็แล้วแต่ละบริษัทจะสรรหามาใส่กัน ซึ่งในรุ่นนี้ของทาง GIGABYTE ก็ฉีกออกมาได้อย่างโดดเด่นด้วยการเพิ่มเติมเทคโนโลยี Thunderbolt ในขณะที่เจ้าอื่นยังไม่มี
         GIGABYTE Z77X-UP4TH เมนบอร์ดซีรี่ย์ใหม่ถอดด้ามจากค่ายกิ๊กกาไบร์ทที่ถึงแม้ว่าจะยังคงเป็นชิปเซ็ตตัวเดิมอย่าง Z77 อยู่ก็ตามแต่สำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใส่เข้ามายังตัวบอร์ดรุ่นนี้ต้องบอกว่าเป็นเมนบอร์ดสำหรับอนาคตอย่างแท้จริงทีเดียวไม่ว่าจะเป็น Ultra Durable 5 ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงในเวอร์ชั่นล่าสุดที่นอกจากจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับตัวบอร์ดได้เป็นอย่างดีแล้วยังช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานเพิ่มขึ้นอีกด้วย ส่วนอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ดูโดดเด่นกว่าบอร์ดค่ายอื่นก็คงเป็นพอร์ตแห่งอนาคตอย่าง Thunderbolt ที่มาพร้อมกับความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงถึง 10Gb/s แถมยังให้มาถึง 2 พอร์ต ซึ่งถือเป็นเพียงหนึ่งในสองรุ่นเท่านั้นที่มีพอร์ตชนิดนี้สำหรับเมนบอร์ดที่ใช้ชิปเซ็ต Z77 โดยอีกรุ่นนึงก็คือ UP5TH ที่จัดว่าเป็นรุ่นใหญ่สุดของซีรี่ย์
          สำหรับการรองรับซีพียูก็ครอบคลุมหลายสิบรุ่นไล่มาตั้งแต่ Sandy Bridge ในรุ่นก่อนที่เป็น 1155 จนมาถึง Ivy Bridge ที่เป็ยซีพียูในแบบ 22 nm แต่ก็ใช้ซ็อกเก็ตเดียวกันทำให้สามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา ทางด้านแรม DDR3 รองรับได้สูงสุดถึง 2600MHz และ 2800MHz ในโหมดโอเวอร์คล็อกกันเลยทีเดียว ซึ่งถึงว่าสูงมากที่สุดในขณะนี้ก็ว่าได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีแรมรุ่นไหนในตลาดที่จะมีความเร็วมาตราฐานความเร็วนี้ออกมาก็ตามแต่อนาคตก็คงมีแน่นอน สามารถใส่ได้สูงสุดที่ 32GB หรือแถวละ 8GB นั่นเอง
พอร์ตสตอเรจให้มาที่ 6 พอร์ต โดยแบ่งออกเป็น SATA 3Gb/s ทั้งหมด 4 พอร์ต และ SATA 6Gb/s อีก 2 พอร์ต รองรับ RAID 0, 1, 5 และ 10 แถมยังมี mSATA ที่อยุ่กึ่งกลางบอร์ดมาให้อีกหนึ่ง ซึ่งก็มีไว้เพื่อใช้งานกับ SSD ที่เป็นอินเทอร์เฟสนี้โดยเฉพาะเพื่อใช้งานร่วมกับฮาร์ดดิสก์ในเทคโนโลยี Intel Smart Response แต่ในไทยก็อาจจะหาไดรฟ์ประเภทนี้ได้ยากซักหน่อย PCIe 3.0 x16 จัดมาให้ที่ 3 สล็อตซึ่งจะวิ่งที่ x16, x8 และ x4 ตามลำดับ สามารถรองรับได้ครบทั้ง CrossFireX และ SLI ส่วน PCIe x1 มีให้มาถึง 3 สล็อต และ PCI ให้มาอีกหนึ่ง
             ตัวพีซีบีจะใช้สีเพียงดำและน้ำเงินเท่านั้นเป็นหลักทั้งในส่วนของสล็อตต่างๆ และส่วนของฮีทซิ้งค์ระบายความร้อนที่ก็ผสมกันเพียงสองสีเท่านั้น ทำให้ดูสวยงามไม่เยอะเกินไปเหมือนกับรุ่นก่อนๆ ในอดีตที่ใส่สีกันมามากมายเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง Ultra Durable 5 ที่พัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงในรุ่นที่ห้าแล้ว มีจุดเด่นตรงการเพิ่มชั้นทองแดงขนาด 2 เท่ามาไว้ในส่วนของชั้นเลเยอร์ของตัวแผ่นพีซีบีส่งผลให้การกระจายความร้อนทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของภาคจ่ายไฟซีพียูที่จะมีความร้อนสูง อีกทั้งยังช่วยลดการสูญเสียพลังงานได้มากถึง 50% เลยทีเดียว ส่งผลให้การโอเวอร์คล็อกทำได้ดีกว่าเดิม
           ทางด้านหลังพอร์ตกราฟิกมีครบทั้ง D-Sub, DVI และ HDMI โดยตัดเอา Display Port ออก แต่ก็แทนที่ด้วย Thunderbolt 2 พอร์ตแทนซึ่งนอกจากจะเป็นพอร์ตที่สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงถึง 10Gb/s แล้วยังสามารถส่งสัญญาณภาพได้ด้วยที่ความละเอียดสูงสุดถึง 2560 x 1600 มี USB ซึ่งเป็นแบบ 2.0/3.0 คือใช้ได้ทั้งสองแบบไม่ต้องแยกกันเหมือนบอร์ดตัวอื่นอยู่ 6 พอร์ต ส่วนระบบเสียงรองรับเสียงได้ถึง 7.1 แชนแนลและมีพอร์ตทั้งที่เป็นอนาล็อกและดิจิตอล
                            
ผลการทดสอบ
ไบออสแบบ 3D BIOS ของกิ๊กกาไบรท์น่าจะช่วยเพิ่มความแปลกใหม่ให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญก็สามารถเข้าใจได้ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น อย่างการปรับความเร็วหรือจะโอเวอร์คล็อกก็เพียงแค่กดตรงรูปซีพียูก็จะขึ้นมาให้ดูแล้วว่าตอนนี้ใช้ตัวคูณเรโชที่เท่าไร ความเร็วระดับไหน อุณหภูมิ มีบอกหมดครบถ้วน ถ้าอยากเพิ่มความเร็วก็เพียงแค่เลื่อนตัวเลขไปเท่านั้นเองนับว่าสะดวกและรวดเร็วกว่าในอดีตเยอะที่กว่าจะหาเจอก็ต้องเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับการปรับแต่งแล้วเท่านั้น
จะเปลี่ยนโปรไฟล์แรมก็เลือกผ่านโหมด 3D ได้เลยหรือจะเป็นการเลือกความเร็วแรมก็มีให้ปรับสูงสุดถึงระดับ 3200MHz เลยทีเดียว และถ้าต้องการปรับไฟเลี้ยงตามจุดต่างๆ ก็มีปุ่มให้เลื่อนปรับได้อย่างสะดวกเช่นกัน โดยในส่วนของ CPU Vcore จะปรับได้สูงสุดที่ 1.850V แรมได้สูงสุดที่ 2.100V แต่ถ้าเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการปรับแต่งแล้วและอยากปรับให้ละเอียดมากยิ่งขึ้นก็สามารถเข้าโหมด Advanced มาปรับอีกที ซึ่งจะมีรายละเอียดที่มากกว่าโหมด 3D อีกหลายจุดเหมือนกัน สำหรับการโอเวอร์คล็อกก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้บอร์ดชิปเซ็ต Z68 สามารถลากพาตัว Core i5-3570K จาก 3.4GHz ไปที่ 4.6GHz ได้อย่างสบาย
สรุป
เมนบอร์ด Z77 ที่รองรับซีพียูได้ถึง Ivy Bridge พร้อมกับสล็อต mSATA กึ่งกลางบอร์ดสำหรับการใช้งานกับตัว SSD เพื่อใช้งานในโหมด Intel Smart Response มี PCIe 3.0 สามารถใช้งานได้ทั้ง SLI และ CrossFireX มีพอร์ต Thunderbolt ให้มาถึง 2 พอร์ตสำหรับการเชื่อมต่อจอภาพและยังสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วถึง 10Gb/s
จุดเด่น : เมนบอร์ด Z77 พร้อมกับเทคโนโลยี Thunderbolt และ Ultra Durable 5
ข้อสังเกต : มี mSATA อยู่ตรงกลางบอร์ด
Quick Score 87% Excellent
Contact : GIGABYTE TECHNOLOGY ( Thailand )
URL : http://th.giga-byte.com
Price : Call

9. GIGABYTE G1.Sniper M3 เมนบอร์ด Z77 ที่ใช้ได้ทั้ง SLI และ CrossFireX

                                    
         ถึงแม้ว่าซีพียูรุ่นใหม่จากอินเทลที่ใช้กระบวนการผลิต 22 nm จะยังไม่ได้มีการวางขายก็ตาม แต่ขณะนี้เราก็จะได้เห็นเมนบอร์ดที่ใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ตัวนี้เริ่มที่จะวางขายกันหลายรุ่นแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมันสามารถรองรับซีพียูในปัจจุบันได้ด้วยนั่นเอง และหนึ่งในรุ่นที่น่าสนใจก็ต้องเป็นรุ่นนี้ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย
         GIGABYTE G1.Sniper M3 เมนบอร์ดรุ่นเล็กแต่มาพร้อมกับชิปเซ็ตรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Z77 ที่ออกมาเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับซีพียูรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Ivy Bridge ซีพียูในแบบ 22 nm ที่จะออกมาในอนาคต แต่ก็สามารถใช้ได้กับซีพียูที่เป็นซ็อกเก็ต LGA1155 ในขณะนี้ได้ด้วยเช่นกัน เรียกว่าซื้อมาวันนี้ก็ยังใช้งานได้อีกยาวเลยทีเดียว ทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จัดเต็มกันมาแบบครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น PCIe 3.0, Intel Rapid Start, Intel Smart Connect, Ultra Durable 4, Lucid Virtu, EZ Smart Response
ทางด้านแรม DDR3 รองรับได้สูงสุดที่ 1600MHz และใส่ได้เต็มที่ถึง 32GB มีพอร์ต SATA 3Gb/s ทั้งหมด 3 พอร์ตที่เป็นสีดำ ส่วนที่เป็นสีขาวอีก 2 พอร์ตจะเป็นส่วนของ SATA 6Gb/s ซัพพอร์ต RAID 0, 1, 5 และ 10 สล็อตเอ็กแพนชั่นมีให้มา 4 สล็อตตามสไตล์เมนบอร์ดรุ่นเล็ก โดยแบ่งเป็นในส่วนของ PCIE 3.0 x16 ทีมีอยู่ 3 สล็อตซึ่งจะวิ่งที่ x16 x8 และ x4 รองรับครบทั้งเทคโนโลยี CrossFireX และ SLI มี PCIe x1 มาให้อีกหนึ่งสล็อต
        ตัวพีซีบีมาในขนาด Micro ATX แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าแออัดแต่อย่างใด สามารถจัดวางส่วนต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบ โดยจะมาในโทนสีเขียวและดำเพียงตัดสลับกันเพียงสองสีเท่านั้นซึ่งก็ดูสวยไปอีกแบบ ทางด้านฮีทซิ้งค์จะติดมาเพียงตัวเดียวเท่านั้นสำหรับในส่วนของภาคจ่ายไฟซีพียูและอีกตัวก็จะติดตรงส่วนของชิปเซ็ต Z77 นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง Ultra Durable 4 ที่พัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงในรุ่นที่สี่แล้ว มีจุดเด่นตรงการเพิ่มชั้นทองแดงขนาด 2 เท่ามาไว้ในส่วนของชั้นเลเยอร์ของตัวแผ่นพีซีบีส่งผลให้การกระจายความร้อนทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นโดยเฉพาะในส่วนของภาคจ่ายไฟซีพียูที่จะมีความร้อนสูง อีกทั้งยังช่วยลดการสูญเสียพลังงานได้มากถึง 50% เลยทีเดียว ส่งผลให้การโอเวอร์คล็อกทำได้ดีกว่าเดิม
          ในส่วนของตัวพีซีบีเองก็มีการเปลี่ยนวัสดุมาใช้เป็น Glass Fabric ที่จะมีช่องว่างระหว่างเส้นใยแคบลงกว่าเดิมส่งผลให้ความชื้นเข้าไปสะสมได้น้อยลงส่งผลให้ตัวบอร์ดได้รับความเสียหายได้ยากยิ่งขึ้นอีกด้วย สามารถป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจรและความผิดพลาดของระบบที่เกิดจากสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงได้ดี ทางด้านตัวคาปาซิเตอร์ก็เปลี่ยนมาใช้เป็น โซลิด คาปาซิเตอร์ แท้ๆ จากญี่ปุ่นทั้งหมดที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึงกว่าห้าหมื่นชั่วโมง ส่วนตัว Lower RDS(on) MOSFETs ก็มีอุณหภูมิต่ำกว่ารุ่นทั่วๆ ไป
        ทางด้านหลังพอร์ตกราฟิกมากันครบทั้ง 4 รูปแบบไม่ว่าจะเป็น D-Sub, DVI, HDMI และ Display Port ที่สามารถรองรับความละเอียดได้สูงถึง 2560 x 1600 มี USB 2.0 และ 3.0 รวมกันที่ 6 พอร์ต ส่วนระบบเสียงก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันเพราะใช้ชิปเซ็ต CA0132 จาก Creative ที่รองรับ
                             
ผลการทดสอบ
หน้าจอในการปรับแต่งไบออสวิวัฒนาการมาเป็น 3D Bios ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของค่ายกิ๊กกาไบร์ตที่ไม่เพียงแต่จะใช้เมาส์และเป็นรูปแบบการปรับแต่งจากตัวหนังสือเป็นไอคอนต่างๆ แล้ว ยังล้ำสมัยมาด้วยการโชว์ภาพให้เห็นเมนบอร์ดทั้งตัวกันเลยทีเดียว และสามารถชี้ไปตามจุดต่างๆ เพื่อเลือกเข้าไปปรับในส่วนนั้นๆ ได้เลย นับว่าเป็นเจ้าแรกก็ว่าได้ที่ทำมาในรูปแบบนี้ แปลกใหม่และดูน่าสนใจดีไม่น้อยสำหรับผู้ที่เบื่อความซ้ำซากจำเจจากรุ่นอื่นๆ การปรับไฟเลี้ยงก็สามารถปรับได้ทาง 3D Bios หรือจะปรับแบบละเอียดก็ทำได้เช่นกัน โดยตัว Vcore ก็ปรับได้สูงสุดที่ +0.640mV QPI ได้ที่ 1.700V สำหรับการโอเวอร์คล็อกก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้บอร์ดชิปเซ็ต Z68 สามารถลากพาตัว Core i5-2500K จาก 3.3GHz ไปที่ 4.8GHz ได้ไม่ต่างกัน
สรุป
เมนบอร์ด Z77 ที่รองรับซีพียูได้ถึง Ivy Bridge โดยมาในขนาด Micro ATX ซึ่งออกแบบมาได้อย่างสวยงามถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดีไซน์ฮีทซิงค์มาได้อย่างมีเอกลักษณ์เหมือนกับบรรดารุ่นพี่ๆ ก็ตาม สามารถใช้งานได้ทั้ง SLI และ CrossFireX มีพอร์ตกราฟิกครบทั้ง 4 รูปแบบ
จุดเด่น : เมนบอร์ด Z77 รองรับซีพียู Ivy Bridge 22nm พร้อมกับเทคโนโลยี Virtu MVP
ข้อสังเกต : ไม่มีปุ่มกดออนบอร์ด
Quick Score 82% Excellent
Contact : GIGABYTE TECHNOLOGY ( Thailand )
URL : http://th.giga-byte.com
Price : Call

10. CPU Intel LGA-1156

                  ซีพียูรุ่นใหม่คอร์ i5 และ i7
             การมาของโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ LGA-1156 ที่มีทั้ง Core i5 และCore i7 นี้ กำลังจะเปิดตัวในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้แล้วนะครับ บางคนสงสัยแล้วทำไมเงียบจัง มันน่าจะดังพลุแตกก่อนการเปิดตัวซีพียูอย่างรุ่นพี่ๆ บ้าง อันนี้อาจจะเป็นกลยุทธ์เงียบๆ ของทางอินเทล ก็อาจเป็นไปได้ แต่วันนี้ขอมาเปิดเผยบางอย่างให้คุณผู้อ่านได้รับทราบบ้างนะครับ โดยเริ่มจากการเปิดตัวชื่อคอร์ใหม่ i5 ที่มีชื่อแบบเป็นทางการว่า Core i5-750 โดยมีสปีดความเร็วระดับ 2.66 GHz ตามด้วยคอร์ชื่อเดิม แต่เป็นช็อกเก็ตใหม่อย่าง i7 ที่มีให้ยลโฉมถึง 2 ตัว ได้แก่ Core i7-860 และ Core i7-870 โดยมีความเร็วตามลำดับดังนี้ 2.80 GHz และ 2.93 GHz ครับ หลายคนสงสัยแล้วทำไมไม่ตั้งเป็น Core i5 ไปเลยล่ะครับ ทำไมต้องตั้งเป็นชื่อ i7 ที่สร้างความสับสนอีกครับ คำตอบก็คือว่า Core i5 นั้นจะรองรับเทคโนโลยีไฮเปอร์เธรดดิ้ง แต่ Core i7 นั้นรองรับเทคโนโลยีไฮเปอร์เธรดดิ้งครับ ส่วนทำไมต้องใช้ Core i7 นั่นก็เพราะว่ามีหลายส่วนของระบบที่ยังใช้เทคโนโลยีเดียวกับ Core i7 อย่างรุ่นพี่อยู่ครับ ต่างแค่ระบบบัสเชื่อมต่อที่ใช้งาน และช่องทางการเชื่อมต่อของเมมโมรี่ครับ นอกนั้นเหมือนกันเกือบทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นตัวคอร์ซีพียูทำงานทั้งหมด 4 คอร์ หรือพูดง่ายๆ ว่า Quad Core ที่แท้จริงนั่นเองครับ หน่วยความจำแคชระดับ 3 ก็มีให้ใช้งาน รองรับหน่วยความจำแบบ DDR3 เป็นต้น

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลย๊คอมพิวเตอร์

ความรู้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์



1.เทคโนโลยีจอแสดงผล
จอภาพ LCD และ CRT
       เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก การใช้เครื่องมือต่างๆ ในชีวิตประจำวันเกี่ยวข้องกับการแสดงผลเพื่อที่จะให้ข้อมูลข่าวสารปรากฎแก่สายตาของผู้ใช้พัฒนาการของจอภาพจึงต้องพัฒนาตามอย่างต่อเนื่อง
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/lcdm1.jpg
        คอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่ขึ้นกับการแสดงผล ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ต้องติดต่อกับเครื่องผ่านทางเป้นพิมพ์และ แสดงผลออกมาทางจอภาพและการแสดงผลนั้นก็ได้รับการพัฒนาจากหลอดภาพ CRT และแผงแสดง LCD
        CRT มีการใช้กันอย่างกว้างขวางเพราะเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามานาน CRT เป็นจอภาพที่ใช้กับโทรทัศน์และ พัฒนาต่อให้ใช้กับจอภาพของคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันได้มีการผลิตจอภาพหลายสิบล้านเครื่องต่อปี หากพิจารณาที่เเทคโนโลยีการแสดงผล โดยพิจารณาหลักการของการใช้แสงเพื่อสร้างงาน เราสามารถแบ่งแยกหลักการออกเป็น 2 ประเภท
1.             การให้แหล่งกำเนิดแสงแสดงภาพและตัวอักษรดยตรง
หลักการนี้ใช้ในจอภาพ CRT ซึ่งอาศัยลำอิเล็กตรอนกระทบกับสารเรืองแสงที่ติดอยู่กับจอภาพ สารเรืองแสงจะเปล่งแสงออกมาใมห้ตามองเห็น
2.             การใช้แสงที่มีอยู่แล้วให้เกืดคุณค่า
3.             โดยการใช้หลักการสะท้าน หรือสร้างสิ่งแวดว้อมให้ส่องทะลุ กล่าวคือ ปิดเปิดลำแสงที่มีอยู่แล้วด้วยการ ให้ส่องทะลบุผ่านหรือกั้นไว้ หรือสะท้อน เป็นลักษณะของเทคโนโลยี LCD ( Liquid Crystal ) แผงแสดงผลึกเหลว
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/lcdm3.jpg

        อย่างไรก็ดี การแสดงผลบนจอภาพส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยี CRT เพราะ CRT มีราคาถูกกว่า มีการพัฒนามานาน มีการผลิตในขั้นอุตสาหกรรมมาก มีความทนทาน เชื่อถือได้ CRT จึงเป็นเทคโนโลยีที่อยู่คู่คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะไมโครคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เริ่มต้น
        สำหรับ LCD นั้นได้เริ่มนำมาใช้ในจอแสดงผลในเครื่องคอมพิวเตอร์แบบแลปท็อป แบบโน๊ตบุ้ค แบบพาล์มท็อป การแสดงผลของ LCD มีลักษณะแบบแบนราบ น้ำหนักเบา กินไฟน้อย
พัฒนาการของ LCD
        LCD มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับเครื่องคิดเลขและนาฬิกาดิจิตอล หลังจากนั้นก็พัฒนาต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่มีมากขึ้น เทคโนโลยี LCD เป็นเทคโนโลยีที่มียุคสมัย และแบ่งยุคได้ตามการพัฒนาเป็นขั้นๆเหมือนยุคของคอมพิวเตอร์
    • ยุคแรก สร้างฐานของเทคโนโลยี
ในยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มต้นของการพัฒนา LCD เทคนิควิธีการที่ใช้เป็นแบบ DMS ( Dynamic Seattering Method )และ TN ( Twisted Nematic ) ข้อเด่นของเทคโนโลยีนี้คือ ใช้กำลังงานไฟฟ้าต่ำ ใช้แรงดันต่ำ เหมาะสมที่จะใช้งานกับเทคโนโลยี CMOS จึงนำมาประยุกต์ใช้ในเครื่องคิดเลข นาฬิกา ฯลฯ
    • ยุคที่สอง ยุคขยายฐาน
การประยุกต์ใช้งาน LCD เริ่มกว้างขวางมากขึ้น เทคโนโลยีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นแบบTNโดยพัฒนาให้แผงแสดง มีลักษณะบางและ กระทัดรัดและเริ่มใช้ตัวสะท้อนให้มีสี การประยุกต์ใช้งานส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของเครื่องคิดเลข นาฬิกา ฯลฯ
    • ยุคที่สาม ยุคกระจาย
ในยุคนี้มีการผลิตแพร่หลาย มีการตั้งโรงงานการผลิต LCD กระจายขึ้นทั่วโลก เทคโนโลยีที่ใช้เป็นแบบ TN และ GH ( Guest Host ) ข้อเด่นที่ได้ในยุคนี้ก็คือ LCD มีความเชื่อถือสูง มีความคงทน มีความเข้มคมชัด ีความเร็วในการตอบสนองต่อสัญญาณ ไฟฟ้าได้เร็ว การขยายการใช้งานจึงกว้างขวางขึ้นมาก มีการประยุคใช้ในกล้องถ่ายรูปรถยนต์แผงแสดงของจอคอมพิวเตอร์เกม และอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ การก้าวเข้าสู่รถยนต์ก็เพราะว่าสามารถลดอุปกรณ์การวัดที่ต้องอาศัยกลไกมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ได้มาก การแสดงผลเป็นแบบพาสซีฟจึงไม่สามารถสร้างความเครียดให้กับสายตา
    • ยุคที่สี่ ยุคท้าทายที่จะแทน CRT
การใช้งานกว้างขวางและมีตลาดรองรับอยู่มาก เทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามาในยุคนี้คือ การใช้ TFT หรือ Thin Film Transistor เพื่อสร้างจอภาพแสดงผลแบบแอคตีฟ ข้อดีคือ สามารถมัลติเพล็กซ์สัญญาณการแสดงผลได้เร็วทำให้จอภาพมีขนาดใหญ่ขึ้น ราคาถูกลง แสดงสีได้เหมือนนนธรรมชาติ การประยุกต์ใช้งานจึงเน้นจำพวกโทรทัศน์จอแบน จอคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครื่องมือวัด เกม ฯลฯ

ความแตกต่างระหว่าง LCD กับ CRT
        LCD เป็นแผงแสดงผลที่แตกต่างจาก CRT ตรงที่ตัว LCD ไม่ได้เปล่งแสงออกมา แต่ใช้หลักการควบคุมแสง จึงมีข้อเด่นมากมายเมื่อเปรียบเทียบกับ CRT
        จุดเด่นของ LCD จึงแสดงผลได้แม้ในสิ่งแวดล้อมที่มีแสงจ้าหรือ กลาง แจ้ง การมองเห็นทำได้อย่างชัดเจนไม่จางเหมือนอุปกรณ์ ที่ กำเนิดแสงเช่น CRT หรือ LED LCE ใช้กำลังไฟฟ้าต่ำมากโดยทั่วไปใช้กำลังไฟฟ้าเพียง 1 -10 MicroWatt per Cm ใช้แรงดันไฟฟ้าขับที่แรงดันต่ำ จึงใช้วงจร CMOS ที่ทำงานเพียง 3 Volt ก็สามารถขับ LCD ได้จึงใช้ในวงจรรคอมพิวเตอร์หรือ วงจรดิจิตอลทั่วไปได้ แหล่งจ่ายไฟสำหรับ LCD ใช้แหล่งเดียวและะแรงดันไฟฟ้าระดับเดียว จึงไม่ยุ่งยากซับซ้อนในการใช้งาน
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/lcdm2.jpg
        การแสดงผลของ LCD มีความคมชัด ไม่มีการกระพริบหรือภาพสั่นไหวไม่สร้างสัญญาณเสียงรบกวน มีขนาดกกะทัดรัด น้ำหนักเบา แบนราบ ขนาดแสดงผลมีขนาดเหมาะสมกับการประยุกต์เข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ ผู้ออกแบบการแสดงผลทำได้ตามต้องการ ด้วยเทคโนโลยี LCD แสดงผลในลักษณะหลายสี เหมือนจอ CRT ได้ การเชื่อมต่อไม่ต้องมีกลไกจึงทำให้ออกแบบประยุกต์ได้ง่าย     
หลักการเบื้องต้นของ LCD
        สารผลึกเหลวที่ใช้ใน LCD นั้นเป็นสารสังเคราะห์ที่จัดได้ว่าเป็นสารใหม่ที่พัฒนากันมาเมื่อไม่นานนี้ คำว่าผลึกเหลว ( Liquid Crystal ) หมายถึง สารที่อยู่ระหว่างของแข็งกับของเหลว ปกติสารทั่วไปเมื่อเป็นของแข็งที่อุณหภูมิหนึ่งครั้นได้รับอุณหภูมิสูงขึ้นก็จะหลอมละลายเป็นของเหลว แต่สำหรับผลึกเหลวนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีช่วงอุณหภูมิที่กว้างสำหรับสถานะที่อยู่ระหว่าง ของแข็งกับของเหลว 
        สำหรับหลักการทำงานของมันนั้น ปรากฏการณ์ของผลึกเหลวเป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะพิเศษสารอื่นๆ ในสถานะปกติ เมื่อยังไม่มีแรงดันไฟฟ้าป้อนให้ โมเลกุลของผลึกเหลววางตัวเป็นเกลียวในแนวคอลัมน์ แต่เมื่อ้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับผลึกเหลว โครงสร้างโมเลกุลจะกระจักกระจายอย่างสุ่มดังภาพ
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/modellcd.gif
        โครงสร้างผลึกที่จัดตัวเป็นเกลียวจะทำให้แสงผ่านทะลุลงไปได้ แต่เมื่อมีสนามไฟฟ้า ผลึกจะกระจัดกระจาย แสงจึงผ่านไปไม่ได้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดลักษณะการแสดงผลเป็นแบบขาวดำ
รวบรวมจาก บทเรียน Online วิชา 204323 ไมโครโปรเซสเซอร์และการออกแบบไมโครคอมพิวเตอร์ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ


คอมพิวเตอร์นาโน
                คอมพิวเตอร์นาโนเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีระดับนาโนในการผลิต  ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีแนวโน้มที่จะทวีความสำคัญและได้รับการกล่าวถึงมากขึ้นเรื่อยๆ  เพราะว่าจากการพัฒนาและความก้าวหน้าทางด้านนาโนอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถจะผลิต  และสร้างชิ้นส่วนสำหรับประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็กลงได้อีกมาก (จนถึงระดับนาโนเมตรเลยทีเดียว)  และสามารถนำมาประกอบกันและผลิตเป็นคอมพิวเตอร์นาโนได้ ซึ่งในอนาคตอาจจะทำให้เราได้มีโอกาสใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง มีน้ำหนักเบา พกพาได้สะดวก และมีสมรรถนะในการใช้งานที่สูงขึ้นอย่างมากอีกด้วย  ที่สำคัญสามารถที่จะนำมาใช้งานเฉพาะทาง  และประยุกต์ใช้สำหรับงานทั่วไปได้อย่างหลากหลายมากขึ้น
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjeRjKtbp_69WfgunOxoFxbeHmhrXt8YdZwi6c1BujPWFTg_px2iawPeSBMMFSi_6eD_CPrypdTjh0j3nM5H5jIQk5LvWotiWMxZbaHOTZFPfQP7yECWjQkYUcCjMJV55d4YnmuV0P2ygc/s320/nanocomputer2.jpg

ตัวอย่างแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเกทพื้นฐานเชิงตรรกะ (logic gate) ที่ประกอบไปด้วยอะตอมเพียงไม่กี่อะตอมภายในระบบของคอมพิวเตอร์นาโน
เมื่อพิจารณาสถานการณ์ในปัจจุบันของเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์แล้ว สามารถจะคาดการแนวโน้มของการพัฒนารูปแบบคอมพิวเตอร์นาโนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้  โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะการใช้งานดังต่อไปนี้






3.คอมพิวเตอร์นาโนที่อาศัยโครงสร้างของโมเลกุล/โครงสร้างโมเลกุลทางเคมี (Biochenical/Chemical Nanocomputer
เป็นคอมพิวเตอร์นาโนที่ทำงานโดยอาศัยปฏิกิริยาทางเคมีของการสร้าง หรือการสลายพันธะทางเคมีหรือชีวเคมีเป็นตัวดำเนินการในการจัดเก็บข้อมูลและส่งผ่านข้อมูล  และคอมพิวเตอร์นาโนนี้สามารถดำเนินการเชิงตรรกะได้  จากการปรับเปลี่ยนการจัดเรียงตัวของโครงสร้างโมเลกุลและโครงสร้างทางเคมีของสารต่างๆ หรือจากการวัดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารต่างๆ ที่ทำปฏิกิริยาต่อกัน ตัวอย่างของคอมพิวเตอร์นาโนที่อาศัยโครงสร้างของชีวโมเลกุล/โครงสร้างโมเลกุลทางเคมีที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอ (DNA computer) ที่อาจจะใช้โปรตีนเป็นเสมือนฮาร์ดแวร์ และใช้ลำดับเบสของสายดีเอ็นเอเป็นเสมือนซอฟแวร์  เป็นต้น
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEj6CKQvCDVcDTiAbeqbD9nFCR1bb_Lg7V47mJmAbjmijmEm9cRyuwdFmZlSKap1AgpnDV7Q-KymfQRaVGxgi_SlD9zKhLm5dgfpik8VsFfBriKPKcjyBEUd_cbGC8_0XDHo7QtN8ygmVas/s1600/computer_dna+(1).jpg
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEjGIJpb7qMCOg4YN0rh7H4jprwbXkzEkXKraw3U7KtbPoL2tsDozOQCm98mFY-5s3JgWKD1iCbNpeK72k0jOkAfZCI-02JvgkiS25aQmZibMy_yOZhwjUg4g-msTrqRovVaVCdEK51587U/s320/DNAcomputer.jpg
ตัวอย่างคอมพิวเตอร์นาโนดีเอ็นเอที่อาจจะนำมาใช้งานทางด้านชีวเคมีหรือเคมีในอนาคต





                                
4.คอมพิวเตอร์นาโนเชิงกล (mechanical Nanocomputer)
เป็นคอมพิวเตอร์นาโนที่ทำงานเชิงตรรกะ ได้โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของเครื่องกลขนาดเล็กระดับโมเลกุล ที่ทำหน้าที่ประสานร่วมกันระหว่างเฟือง เพลา เกียร์ ลูกปืนลดแรงเสียดทาน และอุปกรณ์เชิงกลต่างๆ ที่มีขนาดระดับนาโนเมตรทั้งสิ้น ซึ่งโดยส่วนมากจะใช้ท่อนาโนคาร์บอนเป็นโครงสร้างหลักในการผลิตอุปกรณ์เชิงกลเหล่านี้ (เพราะในปัจจุบันมีการนำท่อนาโนคาร์บอนมาใช้ในงานเชิงกลแล้วอย่างหลากหลาย)  แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคอมพิวเตอร์นาโนเชิงกลนี้ ยังเป็นเรื่องที่จะต้องใช้การศึกษาและพัฒนาอีกเป็นอย่างมากกว่าจะสามารถผลิตขึ้นมาและนำมาใช้งานได้จริง (ก็คือกว่าจะสามารถสร้างหรือผลิตอุปกรณ์เชิงกลต่างๆ ที่มีขนาดระดับนาโนเมตรได้จริงนั่นเอง)

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEiPu6V9nyW_cR0rixvcLB_KFOwY-TwJCeErtAhxlcldzFCKK_FJCKjfQGp3W_eZP5AsOwEsoLugU0TNfLzOhqrSehgD3m5fWsLFj3MsII9kV76UgSDLFhrWqg9pY2hJn-b7MLGmdI5jmcY/s1600/NanoBearing.jpghttps://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgvVM74ubuQH3yTcyhRt4DirkyPT5xonV-N5pdwBN7z8iFKHr20S6RzrMdFhJRhlYUJGqiGHZrtIrSiOHuElJSMlGFYZD8JS4hC7zCAeGQwuJoDbAZZO33VwAfhCIl-SQXx9poau_MwfT8/s1600/noid_nanobearing.jpg




ตัวอย่างการออกแบบลูกปืนลดแรงเสียดทานระดับนาโนที่จะนำมาใช้งานในการสร้างเป็นคอมพิวเตอร์นาโนเชิงกล





5.คอมพิวเตอร์นาโนระดับควอนตัม (Quantum  Nanocomputer)
          เป็นคอมพิวเตอร์นาโนที่สามารถประมวลผลหรือทำงานเชิงตรรกะได้ โดยอาศัยสถานะทางควอนตัมของอะตอมของอนุภาคภายในอะตอม (subatom) โดยมีหน่วยพื้นฐานในการส่งผ่านข้อมูลที่เล็กที่สุดที่เรียกว่าคิวบิต (qubit) ซึ่งถูกควบคุมด้วยคุณสมบัติเชิงแม่เหล็กของอะตอมแต่ละอะตอมในแต่ละช่วงเวลา โดยในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถสังเคราะห์โมเลกุลของสารอินทรีย์บางชนิด ให้เป็นตัวกำหนดคิวบิตของคอมพิวเตอร์นาโนเชิงควอนตัมอย่างง่ายได้แล้ว ทำให้ความหวังในการพัฒนาคอมพิวเตอร์นาโนเชิงควอนตัมนี้  ไม่ไกลจากความเป็นจริงในการที่จะสามารถสร้างและนำมาใช้งานได้มากนัก
https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEihRdqYLjjA6Y2M5xYnfLBqj1QIyBb4sqCq7lGESMiUdxKDdIpKc-HPBgIQL9BaugPRA2W2PdJz7JEr1DhdlOHs8XZPkmFESuTUVUCH9wstZvGOQlubFPKv6usT9QbtfvOS-2HEPZqG-3w/s1600/NanocomputerQuantum_silicon+(1).jpg




โครงร่างพิมพ์เขียวของคอมพิวเตอร์ควอนตัมซิลิกอน (siligon quantum computer )  ที่ถูกออกแบบและกำลังจะพัฒนานำไปใช้ในการสร้างคอมพิวเตอร์นาโนระดับควอนตัม

6.การผลิตไอซี - บทบาทของไมโครเทคโนโลยี
          ถึงแม้ปัจจุบันการผลิตชิพไอซีจะมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากจนกระทั่งคนในวงการอุตสาหกรรมเรียกมันว่าไฮเทคโนโลยีก็ตาม ขั้นตอนและกระบวนการที่ใช้ผลิตก็ยังอาศัยแบบแผนที่คิดค้นขึ้นมาตั้งแต่สมัยของเออร์นี และ นอยซ์
การผลิตชิพนั้นเริ่มต้นโดยการนำทรายมาแยกเอาซิลิกอนที่มีความบริสุทธิ์สูง ระดับ 99.9999999 เปอร์เซ็นต์ นั่นก็คือในหนึ่งพันล้านอะตอมนั้น จะมีอะตอมของธาตุอื่นปลอมปนมาได้ไม่เกินหนึ่งอะตอมเท่านั้น โดยปล่อยให้ซิลิกอนตกผลึกเป็นแท่งกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 6 ถึง 8 นิ้ว จากนั้นนำแท่งซิลิกอนมาฝานออกเป็นแผ่นกลมบางๆ ที่มีความหนาขนาด 0.002 นิ้ว ที่เรียกว่าแผ่นเวเฟอร์ (wafer) ขั้นตอนต่อไปก็คือ ทำให้ผิวของเวเฟอร์นั้นอยู่ในรูปของออกไซด์ โดยนำไปสัมผัสกับไอน้ำร้อนๆ ออกไซด์ดังกล่าวมีประโยชน์ในการเป็นฉนวนไฟฟ้า เป็นตัวควบคุมสนามไฟฟ้า เป็นตัวป้องกันการโดพ (dope) สารในบริเวณที่ไม่ต้องการ เนื่องจากความสามารถในการป้องกันแผ่นเวเฟอร์ จากการรบกวนจากภายนอกของชั้นออกไซด์ แผ่นเวเฟอร์จึงแทบจะไม่มีประโยชน์เลยหากถูกเคลือบโดยออกไซด์ทั้งหมด
ขั้นตอนต่อไปจึงต้องทำการขจัดชั้นของออกไซด์ออกไปในบริเวณที่จะใช้งาน วิธีนี้เรียกว่าวิธีสร้างลายวงจรด้วยแสง (Photolithography) โดยนำแผ่นเวเฟอร์มาเคลือบด้วยสารเคมีที่ไวต่อแสง โดยสารเคมีดังกล่าวจะละลายในตัวทำละลายได้ดีหากโดนแสง ดังนั้นเมื่อนำลายวงจรมาเป็นฉากกั้นหน้าแผ่นเวเฟอร์ แล้วฉายแสงลงไปบนฉาก บริเวณที่แสงส่องลงไปโดนเวเฟอร์นี้ แสงจะไปเปลี่ยนคุณสมบัติของสารเคมีที่เคลือบอยู่ทำให้ละลายออกได้ง่าย ซึ่งเมื่อผ่านตัวทำละลายลงไป มันก็จะไปขจัดเอาชั้นออกไซด์ออกไปด้วย ส่วนบริเวณที่ไม่โดนแสงก็ยังคงมีชั้นออกไซด์นั้นอยู่ ดังนั้นการทำ Photolithography หลายๆ ครั้ง ก็จะสามารถสร้างลายวงจรที่มีความซับซ้อนได้
แผ่นเวเฟอร์หนึ่งแผ่นสามารถผลิตชิพได้นับร้อย สี่เหลี่ยมสีแดงในภาพคือขนาดของวงจรรวมทั้งหมดที่จะนำไปบรรจุในชิพ (ภาพจาก Fullman Company)
เมื่อได้แผ่นเวเฟอร์ที่มีลายวงจรมาแล้ว แผ่นเวเฟอร์จะถูกนำมาโดพด้วยสิ่งแปลกปลอมเพื่อให้ซิลิกอนมีสมบัตินำไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เสมือนกับสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ ภายในแผ่นเวเฟอร์ จากนั้นจะเคลือบแผ่นเวเฟอร์ในบางบริเวณด้วยฟิล์มบาง เสมือนกับการต่อสายไฟให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบนแผ่นเวเฟอร์เชื่อมโยงกัน จากนั้นนำแผ่นเวเฟอร์ไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ที่มีวงจรรวมอยู่และประกอบเป็นชิพ แผ่นเวเฟอร์หนึ่งแผ่นจะสามารถสร้างชิพได้เป็นจำนวนนับร้อยเลยทีเดียว







7.เทคโนโลมัลติมีเดีย
          ความหมายของมัลติมีเดีย
                     "มัลติมีเดีย" เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และใช้คอมพิวเตอร์แสดงผลในลักษณะผสมสื่อหลายชนิดเข้าด้วยกัน ทั้งตัวอักษร รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ โดยเน้นการโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้
องค์ประกอบที่ขาดกันไม่ได้
มัลติมีเดียมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ
1. คอมพิวเตอร์  เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นได้ยิน สามารถโต้ตอบแบบปฏิสัมพันธ์ได้
2. การเชื่อมโยง สื่อสาร ทำให้สื่อต่าง ๆ ไหลเข้ามาเชื่อมโยงและนำเสนอได้
3. ซอฟต์แวร์  ทำให้เราท่องไปในเครือข่ายที่เชื่อมโยงข่าวสาร
4. มัลติมีเดีย ต้องให้เราในฐานะผู้ใช้สามารถสร้าง ประมวลผล และสื่อสารข่าวสารต่าง ๆ ได้
มัลติมีเดียจึงเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหลายอย่างที่ประกอบกัน หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปก็ไม่สามารถเรียกว่า "มัลติมีเดีย" เช่นถ้าขาดคอมพิวเตอร์จะทำให้เราไม่สามารถปฏิสัมพันธ์โต้ตอบได้ สิ่งนั้นก็จะไม่ใช่มัลติมีเดีย..น่าจะเรียกว่าการแสดงสื่อหลายสื่อ แต่ถ้าขาดการเชื่อมโยงสื่อสาร ก็จะเหมือนกับเป็นข่าวสารไว้ในชั้นหนังสือ หรือถ้าขาดเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ที่ทำให้เราท่องไปหรือมีส่วนเข้าไปปฏิสัมพันธ์ด้วยก็จะเหมือนกับดูภาพยนตร์และถ้าขาดช่องทางที่จะให้ผู้ใช้เข้าไปมีส่วนร่วม ก็จะเหมือนกับโทรทัศน์
ช่องสัญญาณสื่อสารสำคัญต่อมัลติมีเดีย
มัลติมีเดียประกอบด้วยเทคโนโลยีการสร้างและประมวลผลวีดีโอ ภาพเคลื่อนไหว เสียง ข้อความและรูปภาพ เมื่อมีการสื่อสารร่วมด้วย ทำให้ต้องใช้ช่องสัญญาณสื่อสารที่มีแถบกว้างมาก (Hing Bandwidth) รองรับการทำงานสื่อสารสองทิศทาง โดยเน้นการย่นระยะทางไกล ๆ ให้เสมือนอยู่ชิดใกล้โต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็ว
ระบบสื่อสารข้อมูลที่รองรับมัลติมีเดียต้องมีการรับประกันการบริการ (QoS - Quality of Service) กล่าวคือ การับส่งข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง ข้อมูลที่ส่งมีลักษณะเป็นสายข้อมูล ดังนั้นข้อมูลจะต้องถึงปลายทางตามกำหนดเวลา และให้รูปแบบที่ต่อเนื่องได้ลองนึกดูว่าหากต้องการส่งหรือรับข้อมูลแบบมัลติมีเดียที่ประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหวก็ดี เสียงก็ดีจะต้องมีความต่อเนื่อง ซึ่งจะขาดหายเป็นช่วง ๆ ไม่ได้ ดังนั้น คุณภาพของระบบมัลติมีเดียจึงเกี่ยวโยงกับระบบสื่อสารข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลอันรวดเร็วมากของซีพียูในคอมพิวเตอร์ด้วย
เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล
สิ่งที่สำคัญตามมาคือ "มาตรฐานของเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล" อาทิเช่นเทคนิคการบีบอัดข้อมูลวิดีโอเป็น MPEG การบีบอัดข้อมูลเสียงเป็น MIDI และการบีบอัดเสียงพูดด้วย ADPCM หรือแม้แต่รูปภาพก็บีบอัดเป็น GIF หรือ JPEG เป็นต้น การบีบอัดทำให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น และยังใช้ที่เก็บความจุลดลง
ชนิดของโปรโตคอลสื่อสาร
เราแบ่งแยกชนิดของโปรโตคอลสื่อสารให้รองรับในระบบมัลติมีเดียออกเป็น 2 แบบคือ "โปรโตคอลเชื่อมโยง (Connection Protocol)" และ "โปรโตคอลไม่เชื่อมโยง (Connection Protocol)"
"โปรโตคอลเชื่อมโยงหมายถึง ก่อนการรับส่งสายข้อมูลจริง จะต้องมีการตรวจสอบสำรวจหาเส้นทาง เพื่อให้ตัวรับและตัวส่งเชื่อมโยงกันได้ก่อน จากนั้นสายข้อมูลจึงจะไหลไปตามการเชื่อมโยงนั้น
"โปรโตคอลไม่เชื่อมโยงอาศัยการส่งแพ็กเก็ตข้อมูลที่มีการกำหนดแอดเดรสไว้บนแพ็กเก็ต อุปกรณ์สื่อสารบนเส้นทางจะส่งต่อกันไปจนถึงปลายทางได้เอง
ดังนั้น การใช้มัลติมีเดียบนเครือข่ายจึงต้องมีการพัมนาเทคโนโลยีต่าง ๆ บนโปรโตคอลทั้งสองนี้ให้ใช้งานได้บนเครือข่าย ลักษณะของการประยุกต์มัลติมีเดียบนเครือข่ายจึงมีหลายรูปแบบ คือ
"การสื่อสารแบบ Broadcast" คือสถานีบริการหนึ่งสามารถส่งกระจายข่าวสารมัลติมีเดียไปให้กับผู้ขอให้บริการ (Client) ที่อยู่บนเครือข่ายได้ทุกเครื่องในเวลาเดียวกัน โดยต้องการให้ผู้ชมสามารถโต้ตอบกลับได้ นั่นคือร่วมเล่นเกมโชว์จากทางบ้านได้ เป็นต้น
"การสื่อสารแบบ Unicast or pointcast" เป็นการกระจายข่าวสารจากเซิร์ฟเวอร์ไปยังไคลแอนต์ในลักษณะเจาะจงตัว เช่น เซิร์ฟเวอร์เป็นสถานีบริการข่ายผู้ใช้อยู่ที่บ้านต้องการรับข่าวสารก็สามารถบอกรับ โดยเลือกหัวข้อข่าวสารต่าง ๆ ตามที่ตนเองสนใจ เมื่อเซิร์ฟเวอร์มีข่าวใหม่ในหัวข้อที่ผู้ใช้คนใดสนใจก็จะติดต่อส่งข่าวสารมาให้โดยเลือกส่งเฉพาะบุคคล
"การสื่อสารแบบ Multicast" การสื่อสารแบบนี้แตกต่างจากแบบ Broadcast ซึ่งกระจายข่าวสารทั่วทั้งเครือข่าย แต่ Multicast จะกระจายแบบเจาะจงไปยังผู้ใช้ตามที่ได้เรียกขอมา
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/multi.gif
MBONE ทำให้สารสื่อสารข้อมูลที่ไปยังผู้ใช้ ลดลงเหลือเพียงสายเดียว
การพัฒนาระบบเครือข่าย
หากพิจารณาดูว่าถ้ามีข่าวสารแบบมิลติมีเดียอยู่มากมายวิ่งอยู่บนเครือข่าย เช่น การให้บริการข่าวหนังสือพิมพ์ การให้บริการคาราโอเกะ การเรียนการสอนทางไกล การบริการทางการแพทย์ การซื้อขายของบนเครือข่าย ฯลฯ ข้อมูลข่าวสารบนเครือข่ายจะมีความหนาแน่นเพียงไร
สายสื่อสารข้อมูลที่วิ่งบนเครือข่ายคงต้องการระบบสื่อสารข้อมูลที่มีแถบกว้างมาก (Hing Bandwidth) และต้องการโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมโยงที่รองรับการให้บริการต่าง ๆ การส่งสายสื่อสารข้อมูลไปให้ผู้ใช้จำนวนมากบนเครือข่าย อาจจะทำให้เกิดปัญหาการใช้สายสื่อสารข้อมูลจำนวนมาก ปัญหานี้สามารถลดได้ด้วยการส่งสายสื่อสารข้อมูลเพียงสายเดียวในเครือข่าย อุปกรณ์สวิตชิ่งจะส่งกระจายไปหลาย ๆ ที่ตามที่ผู้ใช้ต้องการได้เองลักษณะการส่งกระจายบนเครือข่ายแบบนี้เรียกว่า "Multicast Backbone (MBONE)" แนวโน้มการขยายตัวของโลกในเครือข่ายหรือไซเบอร์สเปซ มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงขอฝากไว้กับการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายให้รองรับการประยุกต์ใช้งานมัลติมีเดีย



8.เครือข่ายLANและWAN
                    หากย้อนไปเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว คอมพิวเตอร์เครื่องแรกกำเนิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ต่อมาคอมพิวเตอร์ก็มีบทบาทสร้างสรรค์สังคมมนุษย์เข้ามาช่วยเหลืองานต่าง ๆ ของมนุษย์มากมาย            จินตนาการการสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีมานานแล้ว โดยเฉพาะในนิยายวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์หลายท่านได้สร้างจินตนาการให้เห็นระบบสื่อสารที่ทรงพลัง โดยมีคอมพิวเตอร์ช่วยเป็นสื่อในการรับส่งข้อมูลระหว่างกัน
                   จุดเริ่มต้นของเครือข่ายคอมพิวเตอร์เริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1962 Licklider แห่งมหาวิทยาลัย MIT ได้บันทึกแนวคิดเกี่ยวกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ชื่อ Galactic Network โดยแสดงจินตนาการให้เห็นหลักการของเครือข่ายทางวิชาการ พร้อมทั้งประโยชน์ที่จะใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการพูดคุย สื่อสาร อภิปราย ส่งข่าวระหว่างกัน และเชื่อมโยงกันทั่วโลก
                  ต่อมา Licklider ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมงานวิจัยตามความต้องการของกระทรวงกลาโหม        อเมริกัน ในโครงการที่ชื่อ DARPA ร่วมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอีกหลายคน
PACKET SWITCHING EMERGED
                   ความคิดในช่วงแรกของการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์อาศัยหลักการพื้นฐานทางด้านการสวิตชิ่งของระบบโทรศัพท์ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ให้เชื่อมต่อกันในวงจรระหว่างจุดไปจุด จึงเรียกว่า "การสวิตช์วงจร" (Circuit Switching) จุดอ่อนของการสวิตช์วงจรที่เชื่อมระหว่างสองจุด ทำให้ใช้ข้อมูล ข่าวสารในเครือข่ายไม่เต็มประสิทธิภาพ และมีข้อยุ่งยากหากต้องการสื่อสารกันเป็นจำนวนมาก        Leonard Kleinrock แห่งมหาวิทยาลัย MIT ได้เสนอแนวคิดในการสร้างเครือข่ายให้มีการรับส่ง            ข้อมูลเป็นแพ็กเก็ต  (Packet)  โดยได้เสนอบทความในวารสารตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 1961 ต่อมาได้พิมพ์เป็นเล่มในปี ค.ศ. 1964 และเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับและนำมาใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จนถึงปัจจุบัน
                       การสื่อสารบนเครือข่ายแบบแพ็กเก็ต (Packet) เป็นวิธีการที่ให้ผู้ส่งข่าวสารแบ่งแยกข่าวสารเป็นชิ้นเล็ก ๆ บรรจุเป็นกลุ่มข้อมูล โดยมีการกำหนดแอดเดรสปลายทางที่จะส่งข่าวสาร หลังจากนั้นระบบจะนำแพ็กเก็ต นั้นไปส่งยังหลายทาง
                       ในปี ค.ศ. 1965 มีการทดลองการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างมหาวิทยาลัย MIT กับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผ่านทางสายโทรศัพท์และใช้หลักการแพ็กเก็ต
                      ความคิดทางด้านการรับส่งข้อมูลเป็นชิ้นเล็ก ๆ แบบแพ็กเก็ตได้รับการยอมรับ จนในที่สุดมีการพัฒนาจากแนวความคิดนี้ไปหลายแนวทาง จนได้วิธีการรับส่งบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลากหลายรูปแบบ           ซึ่งเป็นจุดกำเนิดเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบต่าง ๆ เช่น 25, TCP/IP, Frame Relay etc.           เมื่อมีการพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมโยงถึงกัน ก็เกิดแนวคิดในการสร้างมาตรฐานที่จะทำให้ระบบการเชื่อมโยงมีลักษณะเปิดมากขึ้น กล่าวคือ การนำผลิตภัณฑ์หลากหลายยี่ห้อมาเชื่อมต่อกันได้ จึงมีวิธีการแบ่งระดับการสื่อสารออกมาเป็นชั้น (Layer) แต่ละขั้นจะมีการวางมาตรฐานกลางเพื่อให้การเชื่อมเครือข่ายที่แตกต่างกันสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/hardware/wan.gif
LAN
                    ลักษณะการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันทั้งหมด จึงมีการแบ่งแยกเครือข่ายเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายภายในพื้นที่ใกล้ ๆ กัน เรียกว่า LAN (Local Area Network) และการเชื่อมโยงระยะไกล ที่เรียกว่า WAN (Wide Area Network)    เครือข่าย LAN เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน เช่นอยู่ในอาคารเดียวกัน สามารถ         ดูแลได้เอง การเชื่อมโยงเครือข่าย LAN ที่นิยมใช้กันมี 2 รูปแบบดังนี้
                       เครือข่าย LAN แบบอีเทอร์เน็ต มีการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 10-100 Mbps. มีพื้นฐานรูปแบบการเชื่อมโยงร่วมกันแบบบัส คือ ทุกอุปกรณ์จะเชื่อมต่อกันบนสายสัญญาณเส้นเดียว ดังนั้นการรับส่งต้องมีการจัดการไม่ให้รับส่งพร้อมกันเกินกว่าหนึ่งคู่ ขบวนการรับส่งข้อมูลจึงถูกกำหนดขึ้น โดยให้อุปกรณ์ที่จะส่งข้อมูลตรวจสอบว่ามีข้อมูลใดวิ่งอยู่บนสายหรือไม่ หากไม่มีจึงส่งได้ และถ้ามีการชนกันของข้อมูลบนสายก็จะส่งใหม่ การหลีกเลี่ยงการชนกันจึงกระทำได้ในเครือข่ายระยะใกล้
  เครือข่าย LAN แบบโทเก็นริง มีความเร็ว 16 Mbps. เชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนโดยแพ็กเก็ตข้อมูลจะวิ่งวนในทิศทางใดทางหนึ่ง ถ้ามีแอดเดรสปลายทางเป็นของใคร อุปกรณ์นั้นจะรับข้อมูลไป การจัดการรับส่งข้อมูลในวงแหวนจึงเป็นไปอย่างมีระเบียบ       เครือข่าย LAN ที่อยู่ในมาตรฐานเดียวกันสามารถเชื่อมโยงเข้าหากัน แต่ทุกตัวจะมีแอดเดรสประจำ และแอดเดรสเหล่านี้จะซ้ำกันไม่ได้ โดยปกติผู้ผลิตอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่ายได้กำหนดแอดเดรสเหล่านี้มาให้แล้ว        เพื่อจะให้เชื่อมโยงเครือข่ายต่างมาตรฐานกันได้นั้น มีวิธีการพัฒนาให้ระบบสามารถนำแพ็กเก็ต เฉพาะของเครือข่ายมาใส่ในแพ็กเก็ตกลางที่เชื่อมโยงระหว่างกันได้ เช่น TCP/IP ตัวอย่าง เช่น ถ้าต้องการเชื่อมเครือข่าย LAN หลาย ๆ เครือข่ายเข้าด้วยกันให้เป็นเครือข่ายเดียวกัน
WAN
           เครือข่าย WAN เป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันในระยะทางที่ห่างไกล อาจจะเป็นหลาย ๆ กิโลเมตรดังนั้นความเร็วในการเชื่อมโยงระหว่างกันอาจไม่สูงมากนัก เพราะระยะทางไกลทำให้มีสัญญาณรบกวนได้สูง ความเร็วจึงอยู่ในระดับช่วง 9.6-64 Kbps และ 1.5-2 Mbps ขึ้นอยู่กับแอพพลิเคชั่นและขนาดของข้อมูล           ทั้งเครือข่ายแบบ LAN และ WAN ล้วนแล้วแต่ใช้หลักการของแพ็กเก็ตสวิตชิ่ง กล่าวคือ มีการกำหนดวิธีการรับส่งข้อมูลเป็นแพ็กเก็ต โดยให้แต่ละอุปกรณ์มีแอดเดรสประจำ วิธีการรับส่งมีได้หลากหลาย เราเรียกวิธีการว่า "โปรโตคอล (Protocol)" ดังนั้นจึงมีมาตรฐานการเชื่อมโยงใหม่เพื่อว่าการรับส่งข้อมูลจะต้องถูกต้องเสมอ ระบบการโต้ตอบเหล่านี้จึงเป็นมาตรฐานที่กำหนดของเครือข่ายนั้น ๆ
PUBLIC WAN
ดังนั้น เครือข่าย WAN จึงเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างองค์กร ระหว่างเมือง หรือระหว่างประเทศและเพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพจึงมีองค์กรกลางหรือผู้ให้บริการเครือข่ายสาธารณะเข้ามาช่วยจัดการเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น เครือข่ายสาธารณะที่ใช้ร่วมกันของทศท. และกสท. หรือ เครือข่ายบริการ เช่น  ดาต้าเนต เป็นต้น
 เครือข่ายในปัจจุบันมีการเชื่อมเครือข่าย LAN หลาย ๆ เครือข่ายย่อยเข้าด้วยกัน จะเป็นอีเทอร์เน็ตหรือโทเก็นริงก็ได้ แล้วยังเชื่อมต่อออกจากองค์กรผ่านเครือข่าย WAN ทำให้เครือข่ายทั้งหมดเชื่อมโยงถึงกัน จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายให้มีความเร็วสูงในการรับส่งข้อมูล ซึ่งเครือข่าย WAN ที่ใช้ตัวกลางเป็นเส้นใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) สามารถส่งรับข้อมูลได้เร็วไม่น้อยกว่าเครือข่าย LAN  การพัฒนาเทคโนโลยีบนถนนเครือข่าย LAN และ WAN จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะไปได้ไกลเพียงใด ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของประเทศ ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็เป็นโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งที่ต้องพัฒนาไปด้วย
คำว่า Information Super Highway ก็คือถนนเครือข่าย WAN ที่เชื่อม LAN ทุกเครือข่ายเข้าด้วยกันนั่นเอง

เขียนโดย : รศ.ยืน ภู่วรวรรณ


9.ความรู้เกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์
ไวรัส คือโปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ได้และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไประบาดในระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาดิสก์ที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้อีกเครื่องหนึ่ง หรืออาจผ่านระบบเครือข่ายหรือระบบสื่อสารข้อมูลไวรัสก็อาจแพร่ระบาดได้เช่นกัน
การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายถึงว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไวรัสก็เป็นแค่โปรแกรม ๆ หนึ่งการที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกให้ทำงานได้นั้นยังขึ้นอยู่กับประเภทของไวรัส แต่ละตัวปกติผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวว่าได้ทำการปลุกคอมพิวเตอร์ไวรัสขึ้นมาทำงานแล้ว
จุดประสงค์ของการทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับตัวผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ แสดงข้อความวิ่งไปมาบน หน้าจอ เป็นต้น
ประเภทของไวรัส
บูตเซกเตอร์ไวรัส 
Boot Sector Viruses หรือ Boot Infector Viruses คือไวรัสที่เก็บตัวเองอยู่ในบูตเซกเตอร์ ของดิสก์ การใช้งานของบูตเซกเตอร์คือ เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มทำงานขึ้นมาตอนแรก เครื่อง จะเข้าไปอ่านบูตเซกเตอร์ โดยในบูตเซกเตอร์จะมีโปรแกรมเล็ก ๆ ไว้ใช้ในการเรียกระบบ ปฎิบัติการขึ้นมาทำงานอีกทีหนึ่ง บูตเซกเตอร์ไวรัสจะเข้าไปแทนที่โปรแกรมดังกล่าว และไวรัส ประเภทนี้ถ้าไปติดอยู่ในฮาร์ดดิสก์ โดยทั่วไป จะเข้าไปอยู่บริเวณที่เรียกว่า Master Boot Sector หรือ Parition Table ของฮาร์ดดิสก์นั้น
ถ้าบูตเซกเตอร์ของดิสก์ใดมีไวรัสประเภทนี้ติดอยู่ ทุก ๆ ครั้งที่บูตเครื่องขึ้นมาโดย พยายามเรียก ดอสจากดิสก์นี้ ตัวโปรแกรมไวรัสจะทำงานก่อนและจะเข้าไปฝังตัวอยู่ใน หน่วยความจำเพื่อเตรียมพร้อมที่ จะทำงานตามที่ได้ถูกโปรแกรมมา แล้วตัวไวรัสจึงค่อยไป เรียกดอสให้ขึ้นมาทำงานต่อไป ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โปรแกรมไวรัส
Program Viruses หรือ File Intector Viruses เป็นไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่จะติดอยู่กับโปรแกรม ซึ่งปกติก็คือ ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น COM หรือ EXE และบางไวรัสสามารถเข้า ไปติดอยู่ในโปรแกรมที่มีนามสกุลเป็น sys และโปรแกรมประเภท Overlay Programsได้ด้วย โปรแกรมโอเวอร์เลย์ปกติจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย OV วิธีการที่ไวรัสใช้เพื่อที่จะ เข้าไปติดโปรแกรมมีอยู่สองวิธี คือ การแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในโปรแกรมผลก็คือหลังจากท ี่ โปรแกรมนั้นติดไวรัสไปแล้ว ขนาดของโปรแกรมจะใหญ่ขึ้น หรืออาจมีการสำเนาตัวเองเข้าไปทับส่วนของโปรแกรมที่มีอยู่เดิมดังนั้นขนาดของโปรแกรมจะไม่เปลี่ยนและยากที่ จะซ่อมให้กลับเป็นดังเดิม
การทำงานของไวรัส โดยทั่วไป คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่ติดไวรัส ส่วนของไวรัสจะทำงานก่อนและจะถือโอกาสนี้ฝังตัวเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำทันทีแล้วจึงค่อยให้ โปรแกรมนั้นทำงานตามปกติต่อไป เมื่อไวรัสเข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำแล้ว หลัง จากนี้ไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมอื่น ๆ ขึ้นมาทำงานต่อ ตัวไวรัสก็จะสำเนาตัวเองเข้าไป ในโปรแกรมเหล่านี้ทันที เป็นการแพร่ระบาดต่อไป
วิธีการแพร่ระบาดของโปรแกรม ไวรัสอีกแบบหนึ่งคือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่มีไวรัสติดอยู่ ตัวไวรัสจะเข้าไปหาโปรแกรมอื่น ๆ ที่อยู่ในดิสก์เพื่อทำสำเนาตัวเองลงไปทันทีแล้วจึงค่อยให้โปรแกรมที่ถูกเรียก นั้นทำงานตามปกติต่อไป
ม้าโทรจัน 
ม้าโทรจัน (Trojan Horse) เป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาให้ทำตัวเหมือนว่าเป็น โปรแกรมธรรมดาทั่ว ๆ ไป เพื่อหลอกล่อผู้ใช้ให้ทำการเรียกขึ้นมาทำงาน แต่เมื่อ ถูกเรียกขึ้นมาแล้ว ก็จะเริ่มทำลายตามที่โปรแกรมมาทันที ม้าโทรจันบางตัวถูกเขียนขึ้นมาใหม่ทั้ง ชุด โดยคนเขียนจะทำการตั้งชื่อโปรแกรมพร้อมชื่อรุ่นและคำอธิบายการใช้งานที่ดูสมจริง เพื่อหลอกให้คนที่จะเรียกใช้ตายใจ
จุดประสงค์ของคนเขียนม้าโทรจันอาจจะเช่นเดียวกับคนเขียนไวรัส คือ เข้าไปทำ อันตรายต่อข้อมูลที่มีอยู่ในเครื่อง หรืออาจมีจุดประสงค์เพื่อที่จะล้วงเอาความลับของระบบ คอมพิวเตอร์
ม้าโทรจันนี้อาจจะถือว่าไม่ใช่ไวรัส เพราะเป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาโดด ๆ และจะไม่มีการเข้าไปติดในโปรแกรมอื่นเพื่อสำเนาตัวเอง แต่จะใช้ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของ ผู้ใช้เป็นตัวแพร่ระบาดซอฟต์แวร์ที่มีม้าโทรจันอยู่ในนั้นและนับว่าเป็นหนึ่งในประเภทของโปรแกรม ที่มีความอันตรายสูง เพราะยากที่จะตรวจสอบและสร้างขึ้นมาได้ง่าย ซึ่งอาจใช้แค่แบตซ์ไฟล์ก็สามารถโปรแกรมประเภทม้าโทรจันได้
โพลีมอร์ฟิกไวรัส
Polymorphic Viruses เป็นชื่อที่ใช้ในการเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนตัวเอง ได้เมื่อมีสร้างสำเนาตัวเองเกิดขึ้น ซึ่งอาจได้หถึงหลายร้อยรูปแบบ ผลก็คือ ทำให้ไวรัสเหล่านี้ยากต่อการถูกตรวจจับ โดยโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกนอย่างเดียว ไวรัสใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่มีความสามารถนี้เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

สทีลต์ไวรัส
Stealth Viruses เป็นชื่อเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการพรางตัวต่อการตรวจจับได้ เช่น ไฟล์อินเฟกเตอร์ ไวรัสประเภทที่ไปติดโปรแกรมใดแล้วจะทำให้ขนาดของ โปรแกรมนั้นใหญ่ขึ้น ถ้าโปรแกรมไวรัสนั้นเป็นแบบสทีลต์ไวรัส จะไม่สามารถตรวจดูขนาดที่แท้จริง ของโปรแกรมที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากตัว ไวรัสจะเข้าไปควบคุมดอส เมื่อมีการใช้คำสั่ง DIR หรือโปรแกรมใดก็ตามเพื่อตรวจดูขนาดของโปรแกรม ดอสก็จะแสดงขนาดเหมือนเดิม ทุกอย่างราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สามารถสังเกตุการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าได้มีไวรัสเข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้ว อาการที่ว่านั้นได้แก่
§  ใช้เวลานานผิดปกติในการเรียกโปรแกรมขึ้นมาทำงาน
§  ขนาดของโปรแกรมใหญ่ขึ้น
§  วันเวลาของโปรแกรมเปลี่ยนไป
§  ข้อความที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นกลับถูกแสดงขึ้นมาบ่อย ๆ
§  เกิดอักษรหรือข้อความประหลาดบนหน้าจอ
§  เครื่องส่งเสียงออกทางลำโพงโดยไม่ได้เกิดจากโปรแกรมที่ใช้อยู่
§  แป้นพิมพ์ทำงานผิดปกติหรือไม่ทำงานเลย
§  ขนาดของหน่วยความจำที่เหลือลดน้อยกว่าปกติ โดยหาเหตุผลไม่ได้
§  ไฟล์แสดงสถานะการทำงานของดิสก์ติดค้างนานกว่าที่เคยเป็น
§  ไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เคยใช้อยู่ ๆ ก็หายไป
§  เครื่องทำงานช้าลง
§  เครื่องบูตตัวเองโดยไม่ได้สั่ง
§  ระบบหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
§  เซกเตอร์ที่เสียมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยมีการรายงานว่าจำนวนเซกเตอร์ที่เสียมีจำนวน เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยที่
§  ยังไม่ได้ใช้โปรแกรมใดเข้าไปตรวจหาเลย
การสแกน
โปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกน (Scanning) เรียกว่า สแกนเนอร์ (Scanner) โดยจะมีการดึงเอาโปรแกรมบางส่วนของตัวไวรัสมาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล ส่วนที่ดึงมานั้นเราเรียกว่า ไวรัสซิกเนเจอร์ (VirusSignature)และเมื่อสแกนเนอร์ถูกเรียกขึ้นมาทำงานก็จะเข้าตรวจหาไวรัสในหน่วยความจำ บูตเซกเตอร์และไฟล์โดยใช้ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่มีอยู่
ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือ เราสามารถตรวจสอบซอฟแวร์ที่มาใหม่ได้ทันทีเลยว่าติดไวรัสหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสถูกเรียกขึ้นมาทำงานตั้งแต่เริ่มแรก แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนอยู่หลายข้อ คือ
1.             ฐานข้อมูลที่เก็บไวรัสซิกเนเจอร์จะต้องทันสมัยอยู่เสมอ แลครอบคลุมไวรัสทุกตัว มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
2.             เพราะสแกนเนอร์จะไม่สามารถตรวจจับไวรัสที่ยังไม่มี ซิกเนเจอร์ของไวรัสนั้นเก็บอยู่ในฐานข้อมูลได้
3.             ยากที่จะตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิก เนื่องจากไวรัสประเภทนี้เปลี่ยนแปลง ตัวเองได้
4.             จึงทำให้ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้สามารถนำมาตรวจสอบได้ก่อนที่ไวรัส จะเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น
5.             ถ้ามีไวรัสประเภทสทีลต์ไวรัสติดอยู่ในเครื่องตัวสแกนเนอร์อาจจะไม่สามารถ ตรวจหาไวรัสนี้ได้
6.             ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและเทคนิคที่ใช้ของตัวไวรัสและ ของตัวสแกนเนอร์เองว่าใครเก่งกว่า
7.             เนื่องจากไวรัสมีตัวใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอ ๆ ผู้ใช้จึงจำเป็นจะต้องหาสแกนเนอร์ ตัวที่ใหม่ที่สุดมาใช้
8.             มีไวรัสบางตัวจะเข้าไปติดในโปรแกรมทันทีที่โปรแกรมนั้นถูกอ่าน และถ้าสมมติ
9.             ว่าสแกนเนอร์ที่ใช้ไม่สามารถตรวจจับได้  และถ้าเครื่องมีไวรัสนี้ติดอยู่ เมื่อมีการ
10.      เรียกสแกนเนอร์ขึ้นมาทำงาน สแกนเนอร์จะเข้าไปอ่านโปรแกรมทีละโปรแกรม เพื่อตรวจสอบ
11.      ผลก็คือจะทำให้ไวรัสตัวนี้เข้าไปติดอยู่ในโปรแกรมทุกตัวที่ถูก สแกนเนอร์นั้นอ่านได้
12.      สแกนเนอร์รายงานผิดพลาดได้   คือ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้บังเอิญไปตรงกับที่มี
13.      อยู่ในโปรแกรมธรรมดาที่ไม่ได้ติดไวรัส ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่ใช้มีขนาดสั้นไป
14.      ก็จะทำให้โปรแกรมดังกล่าวใช้งานไม่ได้อีกต่อไป
การตรวจการเปลี่ยนแปลง
การตรวจการเปลี่ยนแปลง คือ การหาค่าพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกว่า เช็คซัม (Checksum) ซึ่งเกิดจากการนำเอาชุดคำสั่งและ ข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรมมาคำนวณ หรืออาจใช้ข้อมูลอื่น ๆ ของไฟล์ ได้แก่ แอตริบิวต์ วันและเวลา เข้ามารวมในการคำนวณด้วย เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหรือข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรม จะถูกแทนด้วยรหัสเลขฐานสอง เราจึงสามารถนำเอาตัวเลขเหล่านี้มาผ่านขั้นตอนการคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ ซึ่งวิธีการคำนวณเพื่อหาค่าเช็คซัมนี้มีหลายแบบ และมีระดับการตรวจสอบแตกต่างกันออกไป เมื่อตัวโปรแกรม ภายในเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าไวรัสนั้นจะใช้วิธีการแทรกหรือเขียนทับก็ตาม เลขที่ได้จากการคำนวณครั้งใหม่ จะเปลี่ยนไปจากที่คำนวณได้ก่อนหน้านี้
ข้อดีของการตรวจการเปลี่ยนแปลงก็คือ สามารถตรวจจับไวรัสใหม่ ๆ ได้ และยังมีความสามารถในการตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิกไวรัสได้อีกด้วย แต่ก็ยังยากสำหรับสทีลต์ไวรัส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของโปรแกรมตรวจหาไวรัสเองด้วยว่าจะสามารถถูกหลอกโดยไวรัสประเภทนี้ได้หรือไม่ และมีวิธีการตรวจการเปลี่ยนแปลงนี้จะตรวจจับไวรัสได้ก็ต่อเมื่อไวรัสได้เข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้วเท่านั้น และค่อนข้างเสี่ยงในกรณีที่เริ่มมีการคำนวณหาค่าเช็คซัมเป็นครั้งแรก เครื่องที่ใช้ต้องแน่ใจว่าบริสุทธิ์พอ คือต้องไม่มีโปรแกรมใด ๆ ติดไวรัส มิฉะนั้นค่าที่หาได้จากการคำนวณที่รวมตัวไวรัสเข้าไปด้วย  ซึ่งจะลำบากภายหลังในการที่จะตรวจหาไวรัสตัวนี้ต่อไป
การเฝ้าดู
เพื่อที่จะให้โปรแกรมตรวจจับไวรัสสามารถเฝ้าดูการทำงานของเครื่องได้ตลอดเวลานั้น จึงได้มีโปรแกรมตรวจจับไวรัสที่ถูกสร้งขึ้นมาเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือ ดีไวซ์ไดรเวอร์ โดยเทคนิคของการเฝ้าดูนั้นอาจใช้วิธีการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงหรือสองแบบรวมกันก็ได้
การทำงานโดยทั่วไปก็คือ เมื่อซอฟแวร์ตรวจจับไวรัสที่ใช้วิธีนี้ถูกเรียกขึ้นมาทำงานก็จะเข้าไปตรวจในหน่วยความจำของเครื่องก่อนว่ามีไวรัสติดอยู่หรือไม่โดยใช้ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่มีอยู่ในฐานข้อมูล จากนั้นจึงค่อยนำตัวเองเข้าไปฝังอยู่ในหน่วยความจำ และต่อไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมาใช้งาน โปรแกรมเฝ้าดูนี้ก็จะเข้าไปตรวจโปรแกรมนั้นก่อน โดยใช้เทคนิคการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงเพื่อหาไวรัส ถ้าไม่มีปัญหา ก็จะอนุญาตให้โปรแกรมนั้นขึ้นมาทำงานได้ นอกจากนี้โปรแกรมตรวจจับ ไวรัสบางตัวยังสามารถตรวจสอบขณะที่มีการคัดลอกไฟล์ได้อีกด้วย
ข้อดีของวิธีนี้คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมา โปรแกรมนั้นจะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้งโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นการใช้สแกนเนอร์  จะสามารถทราบได้ว่าโปรแกรมใดติดไวรัสอยู่ ก็ต่อเมื่อทำการเรียกสแกนเนอร์นั้นขึ้นมาทำงานก่อนเท่านั้น
ข้อเสียของโปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูก็คือ จะมีเวลาที่เสียไปสำหรับการตรวจหาไวรัสก่อนทุกครั้ง และเนื่องจากเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือดีไวซ์ไดรเวอร์ จึงจำเป็นจะต้องใช้หน่วยความจำส่วนหนึ่งของเครื่องตลอดเวลาเพื่อทำงาน ทำให้หน่วยความจำในเครื่องเหลือน้อยลง และเช่นเดียวกับสแกนเนอร์ ก็คือ จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุง ฐานข้อมูลของไวรัสซิกเนเจอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ

·         สำรองไฟล์ข้อมูลที่สำคัญ
·         สำหรับเครื่องที่มีฮาร์ดดิสก์ อย่าเรียกดอสจากฟลอปปีดิสก์
·         ป้องกันการเขียนให้กับฟลอปปีดิสก์
·         อย่าเรียกโปรแกรมที่ติดมากับดิสก์อื่น
·         เสาะหาโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใหม่และมากกว่าหนึ่งโปรแกรมจากคนละบริษัท
·         เรียกใช้โปรแกรมตรวจหาไวรัสเป็นช่วง ๆ
·         เรียกใช้โปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูทุกครั้ง
·         เลือกคัดลอกซอฟแวร์เฉพาะที่ถูกตรวจสอบแล้วในบีบีเอส
·         สำรองข้อมูลที่สำคัญของฮาร์ดดิสก์ไปเก็บในฟลอปปีดิสก์
·         เตรียมฟลอปปีดิสก์ที่ไว้สำหรับให้เรียกดอสขึ้นมาทำงานได้
·         เมื่อเครื่องติดไวรัส ให้พยายามหาที่มาของไวรัสนั้น
เมื่อแน่ใจว่าเครื่องติดไวรัสแล้ว ให้ทำการแก้ไขด้วยความใคร่ครวญและระมัดระวังอย่างมาก เพราะบางครั้งตัวคนแก้เองจะเป็นตัวทำลายมากกว่าตัวไวรัสจริง ๆ เสียอีก  การฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ใหม่อีกครั้งก็ไม่ใช่ วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป ยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้าทำไปโดยยังไม่ได้มีการสำรองข้อมูลขึ้นมาก่อน การแก้ไขนั้นถ้าผู้ใช้มีความรู้เกี่ยวกับไวรัสที่ กำลังติดอยู่ว่าเป็นประเภทใดก็จะช่วยได้อย่างมาก และข้อเสนอแนะต่อไปนี้อาจจะมีประโยชน์ต่อท่าน
บูตเครื่องใหม่ทันทีที่ทราบว่าเครื่องติดไวรัส
เมื่อทราบว่าเครื่องติดไวรัส ให้ทำการบูตเครื่องใหม่ทันที  โดยเรียกดอสขึ้นมาทำงานจากฟลอปปีดิสก์ที่ได้เตรียมไว้ เพราะถ้าไปเรียกดอสจากฮาร์ดดิสก์ เป็นไปได้ว่า ตัวไวรัสอาจกลับเข้าไปในหน่วยความจำได้อีก เมื่อเสร็จขั้นตอนการเรียกดอสแล้ว ห้ามเรียกโปรแกรมใด ๆ ก็ตามในดิสก์ที่ติดไวรัส เพราะไม่ทราบว่าโปรแกรมใดบ้างที่มีไวรัสติดอยู่
เรียกโปรแกรมจัดการไวรัสขั้นมาตรวจหาและทำลาย
ให้เรียกโปรแกรมตรวจจับไวรัส เพื่อตรวจสอบดูว่ามีโปรแกรมใดบ้างติดไวรัส ถ้าโปรแกรมตรวจ หาไวรัสที่ใช้อยู่สามารถกำจัดไวรัสตัวที่พบได้ ก็ให้ลองทำดู แต่ก่อนหน้านี้ให้ทำการคัดลอกเพื่อสำรองโปรแกรมที่ติดไวรัสไปเสียก่อน โดยโปรแกรมจัดการไวรัสบางโปรแกรมสามารถสั่งให้ทำสำรองโปรแกรมที่ติดไวรัสไปเป็นอีกชื่อหนึ่งก่อนที่จะกำจัดไวรัส เช่น MSAV ของดอสเอง เป็นต้น
การทำสำรองก็เพราะว่า เมื่อไวรัสถูกกำจัดออกจากฌปรแกรมไป โปรแกรมนั้นอาจไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ หรือทำงานไม่ได้เลยก็เป็นไปได้ วิธีการตรวจขั้นต้นคือ ให้ลอง เปรียบเทียบขนาดของโปรแกรมหลังจากที่ถูกกำจัดไวรัสไปแล้วกับขนาดเดิม ถ้ามีขนาดน้อยกว่า แสดงว่าไม่สำเร็จ หากเป็นเช่นนั้นให้เอาโปรแกรมที่ติดไวรัสที่สำรองไว้ แล้วหาโปรแกรมจัดการ ไวรัสตัวอื่นมาใช้แทน แต่ถ้ามีขนาดมากกว่าหรือเท่ากับของเดิม เป็นไปได้ว่าการกำจัดไวรัสอาจสำเร็จ โดยอาจลองเรียกโปรแกรมตรวจหาไวรัสเพื่อทดสอบโปรแกรมอีกครั้ง
หากผลการตรวจสอบออกมาว่าปลอดเชื้อ ก็ให้ลองเรียกโปรแกรมที่ถูกกำจัดไวรัสไปนั้นขึ้นมาทดสอบการทำงานดูอย่างละเอียดว่าเป็นปกติดีอยู่หรือไม่อีกครั้ง ในช่วงดังกล่าวควรเก็บโปรแกรมนี้ที่สำรองไปขณะที่ติดไวรัสอยู่ไว้ เผื่อว่าภายหลังพบว่าโปรแกรมทำงานไม่เป็นไปตามปกติ ก็สามารถลองเรียกโปรแกรมจัดการไวรัสตัวอื่นขึ้นมากำจัดต่อไปได้ในภายหลัง แต่ถ้าแน่ใจว่าโปรแกรมทำงานเป็นปกติดี ก็ทำการลบโปรแกรมสำรองที่ยังติดไวรัสติดอยู่ทิ้งไปทันที เป็นการป้องกันไม่ให้มีการเรียกขึ้นมาใช้งานภายหลังเพราะความบังเอิญได้


10.ความรู้เกี่ยวกับโมเด็ม (Modems)
โมเด็ม (Modems)
               เป็นอุปกรณ์สำหรับคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้คุณสัมผัสกับโลกภายนอกได้อย่างง่ายดาย โมเด็มเป็นเสมือนโทรศัพท์สำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยให้ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้ทั่วโลก โมเด็มจะสามารถทำงานของคุณให้สำเร็จได้ก็ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณเข้าคู่สายของโทรศัพท์ธรรมดาคู่หนึ่งซึ่งโมเด็มจะทำการแปลงสัญญาณดิจิตอล (digital signals) จากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณอนาล็อก (analog signals) เพื่อให้สามารถส่งไปบนคู่สายโทรศัพท์ 
               คำว่า โมเด็ม(Modems) มาจากคำว่า (modulate/demodulate) ผสมกัน หมายถึง กระบวนการแปลงข้อมูลข่าวสารดิจิตอลให้อยู่ในรูปของอนาล็อกแล้วจึงแปลงสัญญาณกลับเป็นดิจิตอลอีกครั้งหนึ่งเมื่อโมเด็มของคุณต่อเข้ากับโมเด็มตัวอื่นความแตกต่างของโมเด็มแต่ละประเภท

โมเด็มแต่ละประเภทจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้
1. ความเร็วในการรับ - ส่งสัญญาณ
               ความเร็วในการรับ - ส่งสัญญาณ หมายถึง อัตรา (rate) ที่โมเด็มสามารถทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโมเด็มอื่นๆมีหน่วยเป็น บิต/วินาที (bps) หรือ กิโลบิต/วินาที (kbps) ในการบอกถึงความเร็วของโมเด็มเพื่อให้ง่ายในการพูดและจดจำ มักจะตัดเลขศูนย์ออกแล้วใช้ตัวอักษรแทน เช่น โมเด็ม 56,000 bps จะเรียกว่า โมเด็มขนาด 56 K 
2. ความสามารถในการบีบอัดข้อมูล
                ข้อมูลข่าวสารที่ส่งออกไปบนโมเด็มนั้นสามารถทำให้มีขนาดกะทัดรัดด้วยวิธีการบีบอัดข้อมูล  (compression) ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ครั้งละเป็นจำนวนมากๆ เป็นการเพิ่มความเร็วของโมเด็มในการรับ - ส่งสัญญาณ 
3. ความสามารถในการใช้เป็นโทรสาร
              โมเด็มรุ่นใหม่ๆ สามารถส่งและรับโทรสาร (Fax capabilities) ได้ดีเช่นเดียวกับการรับ - ส่งข้อมูล หากคุณมีซอฟท์แวร์ที่เหมาะสมแล้วคุณสามารถใช้แฟคซ์โมเด็มเป็นเครื่องพิมพ์(printer)ได้เมื่อคุณพิมพ์เข้าไปที่แฟคซ์โมเด็มมันจะส่งเอกสารของคุณไปยังเครื่องโทรสารที่ปลายทางได้
4. ความสามารถในการควบคุมความผิดพลาด
                 โมเด็มจะใช้วิธีการควบคุมความผิดพลาด (error control) ต่างๆ  มากมายหลายวิธีในการตรวจสอบเพื่อการยืนยันว่าจะไม่มีข้อมูลใดๆสูญหายไประหว่างการส่งถ่ายข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง 
5. ออกแบบให้ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก
                โมเด็มที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วๆ ไปจะมี 2 รูปแบบ คือ โมเด็มแบบติดตั้งภายนอก (external modems) และ แบบติดตั้งภายใน (internal modems) 
              6. ใช้เป็นโทรศัพท์ได้
                โมเด็มบางรุ่นมีการใส่วงจรโทรศัพท์ธรรมดาเข้าไปพร้อมกับความสามารถในการรับ - ส่งข้อมูลและโทรสารด้วย

ใช้โมเด็มทำอะไรได้บ้าง
 เราสามารถใช้โมเด็มทำอะไรต่างๆ ได้หลายอย่าง เช่
            1. พบปะพูดคุย
            2. ใช้บริการต่างๆ จากที่บ้าน
            3. ท่องไปบนอินเทอร์เน็ต
            4. เข้าถึงบริการออนไลน์ได้
            5. ดาวน์โหลดข้อมูล,รูปภาพและโปรแกรมแชร์แวร์ได้
            6. ส่ง - รับโทรสาร
            7. ตอบรับโทรศัพท์
การเลือกซื้อโมเด็ม
สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อโมเด็มมาใช้งาน เช่น
            1. เข้ากันได้กับระบบคอมพิวเตอร์ของคุณ
            2. เข้ากันได้กับระบบทำงาน OS ของคอมพิวเตอร์ของคุณ
            3. ความเร็วในการรับ - ส่งสัญญาณ
            4. เป็นโมเด็มภายนอกหรือภายใน
            5. การบีบอัดข้อมูล
            6. ความสามารถในการควบคุมความผิดพลาด
            7. รับ - ส่งโทรสารได้
            8. ซอฟท์แวร์สื่อสาร
สิ่งที่ต้องใช้ร่วมกับโมเด็ม 
การที่สามารถใช้โมเด็มให้เกิดประโยชน์จากแหล่งข้อมูลนั้นจะต้องตรวจสอบว่ามีสิ่งเหล่านี้พร้อมหรือไม่
            1. ซอฟท์แวร์สื่อสาร
            2. พอร์ทอนุกรม (serial port)
            3. fast UART เป็นซิฟตัวหนึ่งที่ติดตั้งบนพอร์ทอนุกรมของคอมพิวเตอร์
               เพื่อควบคุมการไหลของข้อมูลเข้าและออกจากพอร์ทอนุกรม
            4. serial cable เป็นสาย cable ที่นำมาต่อโมเด็มกับพอร์ทอนุกรมของคอมพิวเตอร์
               (ต้องตรวจสอบดูว่าเป็น connector แบบ 9 ขา หรือ 25 ขา)
            5. expansion slot ถ้าโมเด็มเป็นแบบติดตั้งภายในจะต้องมี expansion slot ใช้งาน
               โดยจะต้องถอดฝาครอบตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ออกและติดตั้งโมเด็มลงไปบน expansion slot


ว่าที่ร.ต.วิชิต   สุขประวิทย์   โรงเรียนด่านสวีวิทยา  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร  86130  โทร.(077)531254